เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

CEYE จ่อขายไอพีโอ 70 ล้านหุ้น คาดเทรด Mai ไตรมาส 2

31 มี.ค. 2565 | 16:53น.

บมจ.ตาชำนิ หรือ CEYE เดินหน้าโรดโชว์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กางแผนธุรกิจสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ก่อนเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) 70 ล้านหุ้น คาดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai หมวดธุรกิจบริการ ภายในไตรมาส 2/2565

วันที่ 31 มีนาคม 2565 นางสาวสุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ตาชำนิ จำกัด (มหาชน) หรือ CEYE เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานโรดโชว์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักลงทุนทั่วไปได้รับฟังข้อมูลการดำเนินธุรกิจ และแผนงานในอนาคต รวมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตตามแผนการระดมทุน

สุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์
สุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์

โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 70 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.93% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และคาดจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดธุรกิจบริการ (service) ภายในไตรมาส 2/2565

วัตถุประสงค์การระดมทุน นำไปใช้สำหรับลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 1,000 ตารางเมตร และโครงการลงทุนในส่วนอุปกรณ์การผลิต โดยเป็นการลงทุนในอุปกรณ์การถ่ายภาพ ถ่ายวbดีโอ และลงทุนในส่วนขั้นตอนภายหลังการผลิต นอกจากนี้ นำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน และส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เพื่อประโยชน์ในการบริหารสภาพคล่อง และเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสการเติบโต

นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสเพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญ ผ่านโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัท ได้แก่ ลงทุนในบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การตลาด กิจกรรม และการประชาสัมพันธ์ รวมทั้ง ธุรกิจออนไลน์ รับเทรนด์เม็ดเงินโฆษณาในยุคดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งแผนลงทุนในบริษัท โพสต์ โปรดักชั่น สำหรับวbดีโอ ภาพยนตร์ และซีรีส์ รวมทั้งลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัพและสร้างทีมนวัตกรรม รับเทรนด์การเติบโตของธุรกิจวbดีโอสตรีมมิ่ง และเพิ่มความครบวงจรในการให้บริการด้านโปรดักชั่น

ทั้งนี้ ปัจจุบัน CEYE ประกอบธุรกิจให้บริการผลิตภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวสำหรับสื่อโฆษณา
สื่อโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล ออนไลน์และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีบริษัทย่อยคือ บริษัท ไม้ยืนต้น จำกัด ถือหุ้นสัดส่วน 99.82% ดำเนินธุรกิจให้เช่าสตูดิโอสำหรับการถ่ายภาพยนตร์ โฆษณา และรายการโทรทัศน์ ปัจจุบันมีสตูดิโอ 5 สตูดิโอ

ณ สิ้นปี 2564 โครงสร้างรายได้ใน 5 ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจให้บริการผลิตภาพนิ่ง 50.07% บริการผลิตภาพเคลื่อนไหว 26.73% บริการตกแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ 11.50% บริการให้เช่าสตูดิโอ 3.82% และบริการอื่นๆ รวมประมาณ 5.50% ได้แก่ ธุรกิจผลิตสื่อออนไลน์ ปัจจุบันมีจำนวน 5 สื่อ คือ Spectrum, Shifter, Love Like Laugh, Myanmar Good Friend และ Landmark ผ่านช่องทาง Facebook, Youtube, Instagram, Website, Twitter เป็นต้น รวมทั้งให้บริการบริหารสื่อออนไลน์ให้แก่ลูกค้า บน Facebook ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเสริมฐานรายได้ในระยะยาว

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท ตาชำนิ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลสรุปในงานโรดโชว์ครั้งนี้ จึงเชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น ในศักยภาพการเติบโตของ CEYE ที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมครีเอทีฟ และคอนเทนต์โฆษณา ด้วยการให้บริการแบบครบวงจร เป็น One stop services creative and production solution ด้วย

เอกจักร บัวหภักดี
เอกจักร บัวหภักดี

กระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับสากล ตลอดจนทีมผู้บริหารและผู้ก่อตั้งมีชื่อเสียง ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในวงการโฆษณา ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

อีกทั้งมีกลยุทธ์การพัฒนาสื่อเป็นของตัวเอง รับเทรนด์การเติบโตในยุคดิจิทัล เนื่องจากธุรกิจมีความจำเป็นต่อการโฆษณาในทุกยุคสมัย เห็นได้จากรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดในปี 2564 ที่ผ่านมา การเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ จึงมองว่าจะเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดในการลงทุน เพิ่มโอกาสให้บริษัทขยายความครบวงจร และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

สำหรับภาพรวมผลประกอบการงวดประจำปี 2564 มีรายได้รวม 272.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.53% และมีกำไรสุทธิ 28.45 ล้านบาท เติบโต 101.89% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีรายได้เติบโตขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยผลประกอบการในไตรมาส 4/2564 ทำจุดสูงสุดของปีที่ผ่านมา รับมาตรการผ่อนคลายของรัฐบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีรายได้รวม 87.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.95% จากไตรมาสก่อน และกำไรสุทธิ 15.30 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1,430.00% จากไตรมาสก่อน ดังนั้นแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มบริษัทมีทิศทางสดใสมากขึ้น สอดรับกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2565

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ้นไอพีโอ (IPO)