ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กาง 5 เรื่องสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย ในระยะสั้นและระยะยาว
วันที่ 27 เมษายน 2565 ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “บทบาทตลาดเงิน ตลาดทุน สู่จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย – Towards the Future of Thai Economy” ในงานสัมมนา “SET ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนตลาดทุนแห่งอนาคต – Make it Work for Future” ว่าโอกาสและความท้าทายของตลาดทุนไทยจะมี 5 เรื่องสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งประกอบด้วย

1.พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ช่วงที่ผ่านมาพัฒนาการความขัดแย้งหรือสงครามต่าง ๆ มีมากขึ้น ครอบคลุมเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ปัญหาสังคม และความขัดแย้งทั้งในและต่างประเทศ มีการกระจายความเสี่ยงไปได้ทั่วโลกและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงได้ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก
ซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบและความสมดุลของอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีมาอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา หรือว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบัน อาจเกิดพัฒนาการความขัดแย้งได้หลายรูปแบบ ซึ่งระยะหลังการทำสงครามมีการดึงเรื่องธุรกิจและเศรษฐกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเมืองระหว่างประเทศไปแล้ว
ทั้งนี้พัฒนาการทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้มีผลเชื่อมโยงต่อตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อที่กระทบต่อผู้คนในสังคมจำนวนมาก ด้านความผันผวนของค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และด้านการเมืองที่อาจส่งผลกระทบภาคเศรษฐกิจ
เช่น ภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งปัญหาที่อาจเกิดจากการแทรกแซง และมาตรการควบคุมการส่งออกและนำเข้า และธุรกรรมต่าง ๆ ของภาคการเงิน เป็นต้น “สถานการณ์เหล่านี้อาจจะยืดเยื้อทอดเวลาไปอีกเป็นเวลาพอสมควร และอาจจะเกิดผลกระทบเชิงโครงสร้างในตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทยในอนาคต”
2.ความท้าทายจากสถานการณ์โควิด นับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีนเมื่อปลายปี 2562 จนแพร่กระจายไปหลายพื้นที่ในโลกอย่างรวดเร็ว ทุกภาคส่วนสังคมโลกล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านสาธารณสุข และลุกลามต่อเนื่องกลายเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมตามมา
ในปี 2564 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 จีดีพีพลิกฟื้นจากที่หดตัวในปีก่อนหน้าถึง 6.1% มาเป็นการขยายตัว 1.6% ขณะที่ดัชนี SET Index ฟื้นตัวได้ดีและบริษัทจดทะเบียนมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น มีการปรับตัวรองรับการแข่งขัน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนานวัตกรรมและธุรกิจในแบบ New Economy มากขึ้น ตลอดจนขยายธุรกิจก้าวไปสู่บริษัทระดับภูมิภาคมากขึ้น
แม้ในภาพรวมอาจจะเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและตลาดทุน อย่างไรก็ดี แต่ละภาคส่วนในเศรษฐกิจและตลาดทุนได้รับผลกระทบและฟื้นตัวที่แตกต่างกัน เป็นภาพการฟื้นตัวแบบ K-shape คือกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว หรือ K ขาบน เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด-19 เติบโตทิศทางเดียวกับการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก
ในขณะที่บางกลุ่มอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หรือเป็น K ขาล่าง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ภาคการท่องเที่ยวและบริการยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐ
ตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็มีการผลักดันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้ธุรกิจ SMEs และ startups สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น ผ่าน LiVE Platform ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งความรู้ให้กับธุรกิจ เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุน และเปิดกระดานซื้อขายในตลาดรองผ่าน LiVE Exchange ที่จะเปิดให้บริการในปี 2565 นี้
3.การปรับตัวและผลักดันสู่กระบวนการ Digitalization โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมความคล่องตัวของธุรกิจผ่านการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้กระบวนการ digitalization ในตลาดทุนยังครอบคลุมถึงฝั่งผู้ลงทุนมีแนวโน้มในการใช้ digital technology เพื่อเข้าถึงการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีออนไลน์ การพิสูจน์และยืนยันตัวตน หรือการเสริมความรู้ในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพที่ e-Learning Platform
แต่อย่างไรก็ตาม องค์กรในตลาดทุนควรให้ความสำคัญกับเรื่อง cybersecurity ด้วย เพราะกระบวนการ digitalization ที่เข้ามา อาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร ทั้งทางการเงินและชื่อเสียงได้
4.พัฒนาการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทั้งโอกาสด้านนวัตกรรมและความเสี่ยง ควรมีการพัฒนากำกับดูแลให้มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม
สำหรับประเทศไทยนั้นภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลในปัจจุบัน สินทรัพย์ดิจิทัลแบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ cryptocurrency, investment token และ utility token โดยภาคธุรกิจและกิจการต่าง ๆ อาจเลือกระดมทุนด้วยการออก investment token และ utility token
ตลาดหลักทรัพย์ฯก็ได้มีการเตรียมพร้อม platform ที่มีลักษณะเป็น open architecture ซึ่งอยู่ระหว่างขออนุญาตทำธุรกิจ digital asset exchange ที่พร้อมเชื่อมต่อและให้บริการร่วมกับ partner ต่าง ๆ เพื่อให้บริการการลงทุน การระดมทุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะเน้นให้บริการด้าน digital tokens ทั้ง utility และ investment token
5.ความยั่งยืนกับการพัฒนาตลาดทุน หรือ ESG ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอดของธุรกิจในอนาคต เพราะการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้นต้องมีการขยายแนวคิดให้กว้างขวางขึ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social and Governance)
โดยหลักธรรมาภิบาลหรือ governance ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน ฉะนั้นการที่องค์กรให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ย่อมมีผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น
ตลาดทุนไทยจะมีบทบาทในการผลักดันให้องค์กรมีการเปิดเผยข้อมูล ESG พร้อมกับการพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลและรายงานด้านความยั่งยืนแก่ผู้ลงทุน นับเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ข้อมูลได้เห็นถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในมิติที่กว้างกว่าข้อมูลทางการเงิน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร
นอกจากจะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาพัฒนาการดำเนินงานตามลักษณะการประกอบการของธุรกิจแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้ส่งเสริมเรื่อง ESG ให้กับทุก stakeholders ในตลาดทุนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ การปลูกป่า และเตรียมพัฒนา ESG Data Platform เพื่อการนำข้อมูลด้าน ESG ไปใช้ในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
“ตลาดทุนไทยเติบโตขึ้นมาก ทั้งในแง่การเป็นแหล่งเงินทุนและช่องทางการลงทุน ส่งเสริมความคล่องตัวให้กับภาคธุรกิจ ผ่านการพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนเรื่องความยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเมื่อมองไปข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้อง “Rethink” และ “Redesign” เพื่อปรับตัวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดที่จะพัฒนาตลาดทุนให้เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ดร.ประสารกล่าว