สตาร์ตอัพไทยยังเย้ายวนใจสำหรับนักลงทุนอยู่ไหม ทิศทางแนวโน้มปีใหม่ 2561 นี้จะเป็นอย่างไร
“วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง” ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชิฟ เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ตอัพกับนักลงทุน กล่าวว่า ภาพรวมสตาร์ตอัพไทยปี 2560 ไม่คึกคักเท่าที่ควร ทั้งในแง่การมีสตาร์ตอัพหน้าใหม่ และเม็ดเงินลงทุน แม้ในภาพรวมจะมากขึ้นแต่ส่วนใหญ่ตกอยู่กับรายใหญ่มากกว่ารายเล็ก ขณะที่การสนับสนุนของภาครัฐยังไม่ประติดประต่อ ต่างจากในเกาหลีหรือสิงคโปร์ที่มีนโยบายชัดเจน และมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมทั้งสถานที่ แต่ประเทศไทยยังกระจัดกระจาย เช่นกันกับข้อกฎหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข เช่น การจัดตั้งบริษัท, การแบ่งหุ้นให้พนักงาน เป็นต้น
ดัน CVC หนุนสตาร์ตอัพ
อีกทั้งประเทศไทยยังขาดองค์กรที่มีหน่วยงานเพื่อลงทุนในกองทุนหรือในสตาร์ตอัพ หรือ CVC (Corporate Venture Capital) จึงควรมีนโยบายสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ สนับสนุนสตาร์ตอัพ เพราะ CVC ไม่ได้แค่สนับสนุนด้านเงินทุน แต่ยังช่วยเรื่องหาผู้ใช้บริการจากฐานลูกค้าขององค์กร
“สิงคโปร์มีเงินหนาและเป็นศูนย์รวมธุรกิจทำให้ได้เปรียบ ส่วนอินโดนีเซียมีประชากรเยอะ แต่ไทยไซซ์กลาง ๆ ผู้ใช้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ ตนมองว่าสตาร์ตอัพไทยควรขับเคลื่อนด้วยบริษัทใหญ่ที่ต้องทำจริงจัง”
และควรปรับปรุงการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างโปรแกรมเมอร์ เพราะขาดแคลนมาก และให้คนที่มีความรู้ด้านธุรกิจมาช่วยสอนแนวทางการทำธุรกิจ อีกทั้งในปีหน้าจะมีสตาร์ตอัพจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น อาจเป็นอุปสรรคในการเติบโตของสตาร์ตอัพไทยเอง
ส่วนเทรนด์สตาร์ตอัพด้าน AI และแมชีนเลิร์นนิ่งน่าจะมาแรง แต่ควรหาโมเดลที่ไม่เก็บเงินจากผู้ใช้หรือเป็นโมเดล B2B เพราะพื้นฐานคนไทยยังไม่ชอบจ่ายเงิน
สำหรับ ชิฟ เวนเจอร์ส ตั้งมา 1 ปี เข้าไปลงทุนในบริษัท แสนรู้ สตาร์ตอัพ ไทยผู้พัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลบนสังคมออนไลน์ เป็นเงิน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 259 ล้านบาท และคาดว่าจะตกลงกันได้เร็ว ๆ นี้ 1 ราย เป็นสตาร์ตอัพด้านรีเทลเทคโนโลยี และ AI
“AI-แมชีนเลิร์นนิ่ง” แรง
ด้าน นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการ โครงการดีแทค แอ็กเซอเลอเรต กล่าวว่า สตาร์ตอัพในไทยเติบโตขึ้นมาก โดยมีเม็ดเงินการลงทุนกว่า 120 ล้านเหรียญสหรัฐที่มีการเปิดเผย จากปีก่อนหน้านี้อยู่ที่ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เติบโตมาจาก1.สตาร์ตอัพในประเทศใหญ่ ๆ มีมูลค่าสูงกว่าเกินความเป็นจริง ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาสตาร์ตอัพที่อยู่นอกภูมิภาค และแบ่งเม็ดเงินมาลงทุนในไทยมากขึ้น และ 2.สตาร์ตอัพไทยเก่งขึ้น เช่น “รีคัลท์” ที่ได้รับการลงทุนจาก “บิล เกตส์” นอกจากนี้ยังมี CVC ในไทยเพิ่มขึ้น เช่น SCG, ปตท., แบงก์, ธุรกิจประกัน ขณะที่กองทุนหรือ VC (Venture Capital) ในไทยไม่ได้เพิ่มจำนวน และเริ่มเห็นแนวโน้มต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น
“ปี 2016 มีเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2015 มีเพียง8.5 พันล้านเหรียญเท่านั้น และปี 2017 คาดว่าจะเกิน 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”
สำหรับเทรนด์สตาร์ตอัพไทยยังเป็นการนำรูปแบบจากต่างประเทศมาใช้ อย่าง “ฟินเทค” แต่ที่จะมาแรงเป็นเฮลต์เทค, AI และแมชีนเลิร์นนิ่ง
“ระบบนิเวศสตาร์ตอัพไทยยังเพิ่งเริ่ม มีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะ เอกชนสนับสนุนเยอะขึ้น ภาครัฐเองก็มีสัญญาณที่ดี เริ่มมีการแก้กฎหมาย มีนโยบายผลักดัน คงเห็นเป็นรูปธรรมในปี 2561 แต่บุคลากรที่เก่ง ๆ ของไทยยังน้อยน่าเป็นห่วง”
แนะจับมือต่างชาติเลี่ยงแข่งดุ
โอกาสเติบโตของสตาร์ตอัพไทยขึ้นอยู่กับบิสซิเนสโมเดล ถ้ามองแค่ในประเทศขนาดตลาดอาจไม่ได้ แต่ถ้าต้องการเป็นสตาร์ตอัพระดับโลกต้องขยายไปต่างประเทศ และต้องเติบโต 500-1,000% ต่อปี ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้สตาร์ตอัพเติบโตคือ ทำให้มีคนใช้มาก โดย “ต้องหาร้อยคนรัก ล้านคนชอบ”
“การเข้ามาของสตาร์ตอัพต่างชาติอาจทำให้สตาร์ตอัพไทยไม่โต สตาร์ตอัพไทยจึงควรเป็นพาร์ตเนอร์กับต่างชาติ”
ในปี 2561 จะเริ่มเห็นสตาร์ตอัพที่มีคุณภาพไปได้ไกลกว่าเดิม อาจได้เห็นการลงทุนจากผู้เล่นต่างชาติรายใหญ่ และมีการ IPO ใน 1-2 ปี ส่วนที่ไปไม่ไหวก็จะเห็นชัดเจนขึ้น
“โอกาสรอดของสตาร์ตอัพมีไม่ถึง 10% ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนจึงมีมากกว่าจำนวน ปี 2561 การแข่งขันน่าจะเข้มข้นขึ้น เพราะนักลงทุนและสตาร์ตอัพต่างประเทศน่าจะเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซที่ยังมีสัดส่วนเพียง 12% จากค้าปลีกทั้งหมด”