‘มูจิ’ บุกต่างจังหวัด-รุกขายออนไลน์ ขยายฐานลูกค้าครั้งใหญ่
สัมภาษณ์
เป็นเวลา 15-16 ปีมาแล้วที่ มูจิ (MUJI) ร้านขายสินค้าเครื่องใช้ในบ้านไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว แฟชั่น เครื่องเขียน เครื่องสำอาง อาหาร ฯลฯ แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่เข้ามาเปิดให้บริการในเมืองไทยโดยเริ่มจากการซื้อแฟรนไชส์ของกลุ่มเซ็นทรัล (ปี 2549)
และยกระดับความสำคัญมาเป็นบริษัทร่วมทุน ระหว่าง Ryohin-Keikaku บริษัทแม่มูจิ ประเทศญี่ปุ่น กับกลุ่มเซ็นทรัล ในนามบริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย)จำกัด (ปี 2556) และประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งใน strategic market ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “อกิฮิโร่ คาโมการิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ถึงทิศทางการทำตลาด รวมถึงยุทธศาสตร์หลักในการรุกตลาดเมืองไทย รวมถึงปัจจัยหลักที่ผลักดันให้มูจิประสบความสำเร็จในเมืองไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่ระอุในขณะนี้

Q : ภาพรวมมูจิในปีที่ผ่านมา และเป้าหมายในปีนี้
อย่างที่ทราบกัน แบรนด์มูจิ คือแบรนด์ที่มีแนวคิดในเรื่องของความเรียบง่าย มีสินค้าครบครันทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหาร และคาเฟ่ (มุมกาแฟภายในร้าน)
ซึ่งลูกค้าของมูจิ ยังคงเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ตามกระแสหลัก แต่ต้องการสินค้าเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง และแนวทางของมูจิ ก็คือ การพยายามที่จะนำเสนอกลุ่มสินค้าใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าเราให้มากขึ้น
หลังจากที่เรากลับมาเปิดอีกครั้งหลังจากล็อกดาวน์ตอนเดือนกันยายนปีที่แล้ว ยอดขายเราก็เริ่มกลับมาคงที่จนถึงตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีช่วงที่ยอดขายตกลงไปบ้างในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่มีการระบาดของโอมิครอน
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ภาพรวมของมูจิในปีที่ผ่านมาถือว่าไม่ได้แย่มากนัก และในปีนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมาเที่ยวอีกครั้ง หวังว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยจะเริ่มฟื้นฟูภายในสิ้นปีนี้
Q : แผนการดำเนินงานและกลยุทธ์ของมูจิ
จากนี้ไปมีแผนจะเริ่มทำการตลาดในด้านของ influencer marketing และ YouTuber ให้มากขึ้น ด้วยการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี และเหมาะกับมูจิ รวมถึงเลือกคนที่ใช้สินค้าของมูจิจริง ๆ
เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของเราได้เห็นภาพของสินค้ามูจิในชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมถึงมีแผนจะทำให้ช่องทางโซเชียลมีเดียของเราเติบโตและเพิ่มจำนวนคนติดตามให้มากขึ้น ด้วยการทำ content ใหม่ ๆ ตลอดเวลา เช่น video reels ที่ค่อนข้างเป็นกระแสและมี engagement ที่ดี
รวมทั้งการกิจกรรมภายในร้านกับลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น เช่น การทำตลาดนัดมูจิ ด้วยการจะคัดเลือกร้านค้าใหม่ ๆ สินค้าที่น่าสนใจในทุก ๆ เดือน และการ workshop ภายในร้านที่ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมได้
ทั้งนี้เพื่ออยากให้ลูกค้าทุกคนมองว่ามูจิไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์ที่ขายสินค้าในชีวิตประจำวัน แต่มูจิ คือ community ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการเพื่อตอบโจทย์ชีวิตในทุก ๆ ด้าน
Q : การขยายไลน์สินค้าใหม่ ๆ รวมไปถึงการเปิดมุมใหม่ ๆ ในร้านเพื่อสร้างความแปลกใหม่
กำลังจะมีการขยายกลุ่มสินค้าใหม่ ๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่ Autumn/Winter 2022 Collection ที่จะมีกลุ่มสินค้าที่เหมาะกับคนไทยมากขึ้น และเป็นสินค้าที่มีขายเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนเท่านั้น
Q : การขยายสาขาและโลเกชั่นที่มูจิกำลังจะไป
หลัก ๆ ตอนนี้ แพลนที่จะเปิดสาขาใหม่อีกประมาณ 3 หรือ 4 สาขา ภายในปี 2022 อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2023 มีแพลนจะเปิดสาขาใหม่ 8-10 สาขา และที่สำคัญคือ จะเริ่มขยายสาขาใหม่ไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น
Q : กลุ่มลูกค้าหลักของมูจิคือกลุ่มผู้หญิง และมีแผนขยายไปยังกลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร
ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าของมูจิหลัก ๆ เป็นกลุ่มผู้หญิงประมาณ 70% อายุระหว่าง 25-34 ปี จึงมีแผนจะขยายกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน อายุระหว่าง 18-24 ปีให้มากขึ้น
คาดว่าจากกลยุทธ์การปรับราคาสินค้าให้จับต้องได้ และการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์และสร้าง content ดี ๆ บน social media จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในส่วนนี้ได้
Q : วางแนวทางการรุกตลาดในส่วนช่องทางออนไลน์ที่กำลังเติบโตไว้อย่างไร
ยอดขายส่วนใหญ่ของเราในตอนนี้จะมาจากสาขาในห้างสรรพสินค้า ที่ตอนนี้เรามีทั้งหมด 25 สาขาทั่วประเทศเป็นหลัก
ตอนนี้มูจิมีช่องทางออนไลน์อยู่ 3 ช่องทาง คือ Lazada, Central Online และ GrabMart ที่เปิดบริการกว่า 15 สาขา และมีแผนจะเพิ่มสินค้าในช่องทางออนไลน์ให้มีสินค้าครบครันเทียบเท่ากับสาขาในห้างสรรพสินค้า ส่วนในอนาคตเราก็มีแผนจะมีช่องทางออนไลน์เป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน
Q : พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของชาวไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร ชื่นชอบสินค้าแบบไหนเป็นพิเศษ และแตกต่างจากลูกค้าในประเทศอื่นอย่างไรบ้าง
พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทยไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ มากนักแต่คนไทยจะตามกระแสใหม่ ๆ และใช้โซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, Twitter มากกว่าคนญี่ปุ่นหลายเท่า และจุดนี้เราจึงพยายามที่จะเรียนรู้และทำการตลาดให้เข้าถึงพฤติกรรมของคนไทยให้มากที่สุด
Q : ความท้าทายในการทำธุรกิจในประเทศไทย
เรามองว่าแบรนด์มูจิยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะในปริมณฑลและต่างจังหวัด ด้วยเหตุนี้จึงมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ในต่างจังหวัดที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น และเราตั้งใจจะศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของพวกประชาชนหรือผู้บริโภคให้มากขึ้น
นอกจากนี้เรามีแนวคิดที่ว่า ปัจจัยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในประเทศไทย คือ การมีกลุ่มสินค้าที่หลากหลายและราคาที่จับต้องได้ และได้ปรับราคาสินค้ามาตั้งแต่ปี 2019เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับการขยายธุรกิจให้ตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยให้มากขึ้น