สายไหมต้องรอด! ชาวบ้านแห่กักตุนเสบียง ไข่ไก่เกลี้ยงแผง ร้านสะดวกซื้อบางสาขาไร้บะหมี่ฯ
รายงาน
จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมทะลุ 300 มิลลิเมตร จากอิทธิพลมรสุมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ได้ฉุดให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก เข้าสู่ภาวะวิกฤตอุทกภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนเมืองอย่างหนัก
ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โดยเฉพาะ “ย่านสายไหม” พบว่า ประชาชนจำนวนมากต่างพากันเดินทางมายัง “ตลาดเอซี” และแหล่งจำหน่ายอาหารในพื้นที่เพื่อกว้านซื้อวัตถุดิบและอาหารแห้งนำกลับไปกักตุน รับมือสถานการณ์น้ำท่วมขังที่อาจยืดเยื้อและกินเวลานานหลายวัน
จากการสังเกตพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่สายไหม สินค้ากลุ่มอาหารสดและสินค้าบริโภคจำเป็นกลายเป็นเป้าหมายหลัก ส่งผลให้
- ไข่ไก่: สินค้ายอดนิยมอันดับหนึ่งถูกเหมาซื้อจนหมดเกลี้ยงแผงในเวลาอันรวดเร็ว
- ผักสด: โดยเฉพาะ “ใบกะเพรา” เกิดภาวะขาดตลาดอย่างหนักจนหาซื้อไม่ได้
- เนื้อสัตว์: ปริมาณการซื้อเนื้อหมูและเนื้อไก่ต่อครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นชัดเจน
- อาหารแปรรูป: หมูยอ ลูกชิ้น กุนเชียง และปลากระป๋อง ขายดีต่อเนื่องเนื่องจากเก็บรักษาได้นาน
- ร้านสะดวกซื้อย่านสายไหม: หลายสาขาเริ่มเกิดภาวะสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน โดยเฉพาะ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถูกซื้อจนหมดชั้นวางอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือชุมชน เจ้าของตลาดเอซีได้เปิดพื้นที่บริเวณด้านหลังตลาดให้ประชาชนนำรถยนต์มาจอดหนีน้ำท่วมได้ฟรี เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่คนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่าพื้นที่จอดรถดังกล่าวถูกจับจองจน เต็มความจุแล้ว
ขณะเดียวกัน แม้แรงซื้อในย่านสายไหมจะพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แต่จากการสำรวจพบว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเอซีส่วนใหญ่ยังคง ตรึงราคาสินค้าไว้เท่าเดิม โดยไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในภาวะวิกฤต ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคในท้องถิ่นท่ามกลางภัยพิบัติ
ในส่วนของการบริหารจัดการวิกฤตระดับเมือง กรุงเทพมหานครได้ยกระดับการรับมือขั้นสูงสุด โดยประกาศขยายพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อปลดล็อกให้หน่วยงานภาครัฐเร่งใช้กำลังพล อุปกรณ์ และงบประมาณเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมคลองยกของขึ้นที่สูงทันที
ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผ่านการถ่ายทอดสดว่า ปริมาณฝนสะสมที่สูงเกิน 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำในระบบคลองหลักเต็มความจุ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังเดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลังเพื่อเร่งระบายน้ำขังบนถนนสายหลักอย่างน้อย 13 สาย
พร้อมกันนี้ กทม. ได้พิจารณาขอความร่วมมือให้โรงเรียนในสังกัด กทม. หยุดการเรียนการสอน และขอความร่วมมือข้าราชการและภาครัฐในส่วนที่ไม่ใช่การบริการประชาชน ปรับรูปแบบมาทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เพื่อช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรบนท้องถนน
ส่วนการประเมินฟื้นฟู หากไม่มีปัจจัยฝนตกหนักเพิ่มเติมเข้ามาเติมในระบบ คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาเร่งระบายน้ำที่ค้างอยู่ในพื้นที่ประมาณ 2-3 วัน จึงจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ
ด้านภาพรวมระดับประเทศ รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยยกระดับการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยเชิงรุก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักถึงหนักมากและเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน อย่างไรก็ดี ทางกรมฯ ระบุว่าปริมาณฝนสะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลางมีแนวโน้มจะเริ่มลดปริมาณลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระการระบายน้ำของ กทม. ลงได้ระดับหนึ่ง