Skip to content

500 ส.ส.เดินเกมเดือด เปิดศึกชิงประธานสภา-ลุ้นพิธาลูกผีลูกคน

21 มิ.ย. 2566 | 08:42น.
500 ส.ส.เดินเกมเดือด เปิดศึกชิงประธานสภา-ลุ้นพิธาลูกผีลูกคน
คอลัมน์ : Politics policy people forum

การเมืองเตรียมเข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ อีกครั้ง

เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลเลือกตั้งครบ 100% ทั้ง ส.ส. 400 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน จากนั้นเข้าสู่โหมดประชุมสภา

อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ระบุว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 ของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว หากมีความจําเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภา ก็ให้ดําเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้ โดยให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 121 ระบุว่า ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุม “เป็นครั้งแรก”

เมื่อ กกต.รับรองผล 100% วันที่ 19 มิถุนายน 2566 การเปิดประชุมสภานัดแรก ภายใน 15 วัน จะไม่เกินวันที่ 3 กรกฎาคม 2566

บวกกับรัฐธรรมนูญมาตรา 122 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธี เปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทํารัฐพิธีก็ได้

ดังนั้น เมื่อเปิดสภาแล้วจะต้องมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะไปทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อเนื่องด้วยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เกมการต่อรองทางการเมือง ทั้งเกมชิงเก้าอี้ประธานสภา-เก้าอี้รัฐมนตรี ไปจนถึงเดิมพันเก้าอี้นายกฯ ไปถึงการเดิมพันชิงประเทศจึงเร่งร้อน

เพื่อไทย “ถอยในรุก”

จู่ ๆ พรรคเพื่อไทย ก็ยอมพรรคก้าวไกล ในเกมชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ก่อนหน้านี้แกนนำระดับบน ส่งสมุนไพร่พล เปิดฉาก ปะ ฉะ ดะ ต่อรองเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างดุเดือด ทำให้ฝ่ายพรรคก้าวไกล ประกาศอย่างชัดเจน เก้าอี้นี้ใครอย่าแตะ

ฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย โต้กลับว่า พรรคอันดับ 1 จะกินรวบทั้งประมุขฝ่ายบริหาร คือ เก้าอี้นายกฯ และประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือ เก้าอี้ประธานสภา อยู่พรรคเดียวไม่ได้ !!

แต่กลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทย เปลี่ยนเกียร์จังหวะเกมเอาดื้อ ๆ ก่อนการนัดประชุมคณะกรรมการเปลี่ยนผ่าน ในวันที่ 20 มิถุนายน 2566

พรรคเพื่อไทย ยื่นเงื่อนไขว่า ขอ 2 รองประธานสภา แลกกับ 1 ประธานสภา เพื่อยุติความขัดแย้งเกมตั้งรัฐบาล

“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทีมเจรจาเก้าอี้ในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำหลักการตำแหน่งประธานสภาว่า พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ควรครองตำแหน่งประธานสภา และพรรคอันดับ 2 หากคะแนนเสียง ส.ส.ห่างกันไม่มาก ก็ควรได้ครองตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง 2 ตำแหน่ง

พร้อมออกแรงเหยียบคันเร่ง เพิ่มแรงกดดันว่า “ไม่ได้ระบุว่าจะมอบตำแหน่งประธานสภาให้กับพรรคการเมืองใด หรือ ส.ส.คนใด เพราะในทางปฏิบัติจะต้องพูดคุยในรายละเอียดร่วมกันก่อน แต่ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งการเป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ผ่านมามักจะมีการตั้งรัฐบาลแข่ง แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้กระทำ”

“เพราะคำนึงว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และเมื่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยมารวมกันได้ 312 เสียง โดยที่พรรคก้าวไกลมีประมาณ 150 เสียง ดังนั้นจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย และรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.ก่อน เพื่อให้ทราบว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งลำดับที่ 1 ที่ชัดเจน กระบวนการพูดคุยระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลจึงจะเริ่มต้น ซึ่งหลัง กกต.รับรองการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังมีเวลาอีก 15 วัน ก่อนจะมีรัฐพิธี และเลือกประธานสภา”

หลังภูมิธรรมกล่าวไม่เกินชั่วโมง “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ผู้จัดการตั้งรัฐบาล กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณผู้บริหารพรรคเพื่อไทยที่มีท่าทีออกมาในลักษณะนี้ ทำให้การทำงานร่วมกันดีขึ้น แกนนำพรรคก้าวไกลจะเข้าพูดคุยกับแกนนำของพรรคเพื่อไทยในสัปดาห์นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ”

เกมต่อรองเก้าอี้ประธานสภาจะเป็นเกมแรกในการ “ชิงอำนาจ” ระหว่าง 2 พรรคขั้วเดียวกัน

มองผิวเผิน พรรคเพื่อไทย ยอมถอยให้เก้าอี้ประธานสภาเป็นของพรรคอันดับหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง การถอยเพื่อไทย เป็นการ “ถอยในรุก”

รุกขอเก้าอี้ 2 รองประธานสภา ไม่นับรวมกับ 14 รัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทยยื่นแนบท้ายในการร่วมรัฐบาล

แหล่งข่าวระดับไพร่พลในพรรคเพื่อไทย อ่านเกมที่ผู้บริหารเพื่อไทยที่เล่นเกม “ถอยในรุก” เพิ่มระดับกดดันอีก 1 จังหวะ โดยเห็นว่า พรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล ควรจบเรื่องการแย่งตำแหน่งประธานสภา ควรให้ความสนใจกับการเดินหน้าตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า และเมื่อพรรคเพื่อไทยหลีกทางให้กับเก้าอี้ประธานสภา ยังสามารถใช้เกมนี้ขอกระทรวงที่ต้องการมาบริหารเพิ่มได้อีกต่อหนึ่ง

ขณะที่พรรคก้าวไกล ปรากฏชื่อตัวละคร 3 คน ที่จะมานั่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ว่าที่ ส.ส.พิษณุโลก นายธีรัจชัย พันธุมาศ ว่าที่ ส.ส.กทม.

แต่คนที่อินไซด์ความเป็นไปในพรรคก้าวไกล ทั้ง 3 ชื่อตัวเต็ง มีกำลังสนับสนุนของตัวเองภายในพรรค คนหนึ่งเลขาธิการพรรคสนับสนุน อีกคนหนึ่งว่าที่ ส.ส.ในพรรคสนับสนุน จึงต้องมีการโหวตเป็นขั้นสุดท้ายว่ากำลังใครมากกว่ากัน และเหตุที่พรรคก้าวไกลต้อง “ล็อก” เก้าอี้ประธานสภาไว้ฝ่ายเดียว เพื่อเหลือตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติไว้ขับเคลื่อนทางการเมือง

ภายหลังประมุขฝ่ายบริหาร คือเก้าอี้รัฐมนตรี ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ยังลูกผีลูกคน เพราะต้องหาเสียง ส.ว.มาเติมเต็มถึง 64 เสียง เพื่อให้เกินกึ่งหนึ่งตอนโหวตนายกรัฐมนตรี

ส่วนพรรคเพื่อไทย เดิมทีมีชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นแคนดิเดตประธานสภาในส่วนของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ต้องพิจารณาว่า “นพ.ชลน่าน” จะขยับไปเป็นรัฐมนตรี มากกว่ารองประธานสภา ส่วนอีกชื่อหนึ่ง คือ “สุชาติ ตันเจริญ” รองประธานสภาสมัยที่แล้ว ไม่ต้องการเป็นแค่รอง

ชิงจำแหน่ง 35 รัฐมนตรี

ขณะที่เกมต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค 312 เสียง ประกอบด้วย ที่มีพรรคก้าวไกล ที่ชนะการเลือกตั้งด้วย 151 เสียง และพรรคอันดับ 2 เพื่อไทย 141 เสียง และพรรคขนาดเล็ก 2 พรรคคือ ประชาชาติ 9 ตำแหน่ง พรรคไทยสร้างไทย 6 ตำแหน่ง รวมพรรคจิ๋วรายละ 2 เสียง รายละ 1 เสียง 3 พรรค

มีการเจรจากันภายใน 8 พรรค ถึงโควตารัฐมนตรี รัฐมนตรี 35+1 ตำแหน่งนายกฯ และตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

สูตรคำนวณเก้าอี้รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ ใน 20 กระทรวง ถูกเปิดสูตรฐานคำนวณจากฐาน ส.ส.เฉลี่ย 8 คน ต่อ 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ วางสูตรคำนวณเฉพาะโควตา ประธานกรรมาธิการสามัญ 35 ตำแหน่ง ซึ่งพรรคอันดับ 1 และพรรคอันดับ 2 ต่างตระเตรียมหาคนการเมืองเพิ่มเติม

พรรคเพื่อไทย ชงสูตรที่ win-win ทั้งสองฝ่ายระหว่างพรรคเพื่อไทย-พรรคก้าวไกล คือพรรคละ 14 เก้าอี้รัฐมนตรี

ตำแหน่งรัฐมนตรี กระทรวงที่พรรคเพื่อไทย แนบท้ายในข้อเสนอ คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม แทบจะเป็นกระทรวงเกรดเอ++ ทั้งสิ้น

ขณะที่พรรคก้าวไกล ขอกระทรวงความมั่นคง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน

แต่เก้าอี้รัฐมนตรีทั้งหมดยังไม่สรุป มีแต่เพียงวาระลอยที่โยนมาในวงประชุมนอกรอบ และเป็น “แหล่งข่าว” ที่ไม่ประสงค์ออกนามผ่านสื่อ

แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเล่าย้อนไปในสมัยตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่า “ถ้าเป็นเมื่อก่อน หลังเลือกตั้งจบ โผจบลงตัวหมดแล้วภายในไม่กี่ชั่วโมงว่าพรรคไหนได้กระทรวงไหน แต่ครั้งนี้พรรคก้าวไกลต้องการแบบใหม่ เอาวาระเป็นตัวตั้ง ก็แล้วแต่พรรคก้าวไกล”

“ถึงเวลานี้ การแบ่งเก้าอี้ ครม.ภายใน 8 พรรค ควรให้จบภายในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ พร้อมกับตำแหน่งประธานสภา” แหล่งข่าวเพื่อไทยกล่าว

เกมชิงทำเนียบ-ชื่อนายกฯพิธา ยังลูกผีลูกคน

ขณะที่เกมการชิงทำเนียบรัฐบาล ระหว่างขั้วก้าวไกล กับขั้วรัฐบาลปัจจุบัน นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แห่งพรรครวมไทยสร้างชาติ และพันธมิตร ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ยังอยู่ในแนวปะทะ

แต่ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสภาพแทบโยนผ้า เพราะเกมสภาล่างไม่อาจ “จับมือข้ามขั้ว” ได้โดยง่าย พรรคเพื่อไทย ไม่อาจสลับขั้วมาจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่ 70 เสียง ก็ไม่อาจข้ามขั้วร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล

ไฟต์บังคับที่พรรคเพื่อไทย ได้เสียงมากเป็นอันดับ 2 ได้ ส.ส. 141 เสียง ก็ยังต้องเกี่ยวดองกับพรรคก้าวไกล

ดังนั้น การโหวตเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กระบวนการถัดจากเก้าอี้ประธานสภา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ที่ “พิธา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์ 1 มีชนักติดหลังในคดีหุ้นสื่อไอทีวี ทั้งในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องฝ่าด่านการโหวตจากสภาสูง-ส.ว. ซึ่ง พิธา-ก้าวไกล ต้องหาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ให้ได้ 64 เสียง ถือว่าหืดขึ้นคอ

หากสถานการณ์พลิกผัน เสียงโหวตนายกฯ “พิธา” ไม่ถึงกึ่งหนึ่งเพราะด้วยชนักติดหลัง พรรคเพื่อไทยก็มี 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “รอเสียบ” ไว้แล้ว คือ เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร

และในระหว่างนั้น ยังมีปรากฏการณ์ร้อนที่อาจแทรกคิวการเมืองได้ทุกเมื่อ คือความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศกลับประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้ง ทักษิณ-แพทองธาร ยังยืนยันกำหนดเดิม กรกฎาคมเข้ามาเป็นตัวแปรแทรกซ้อน…การเมืองรุ่มร้อนตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Politics | Policy | People Forum ประธานสภา ส.ส.