รัฐมนตรีป้ายแดงเกือบครบ เข้ากระทรวงที่สังกัด ทักทายข้าราชการ แม้จะยังไม่สามารถมอบ “นโยบาย” ได้เต็มที่ เพราะคณะรัฐมนตรียังไม่ผ่านกระบวนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ทว่า “สุทิน คลังแสง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ยังไม่เข้ากระทรวงในช่วงสัปดาห์แรกหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรี
“สุทิน” ได้ชื่อว่ารัฐมนตรีพลเรือนคนแรกที่ไม่ได้เป็น “นายกรัฐมนตรี” แล้วไปนั่งในตำแหน่ง รมว.กลาโหม
ย้อนไปในอดีต มีนายกฯ พลเรือน ที่ควบกลาโหม มี 5 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว.เสนีย์-ชวน-สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เหลือเป็น นายกฯ ที่ติดยศทหารแล้วไปควบ รมว.กลาโหม หรือ อดีตนายทหาร แล้วกลับมาเป็นเจ้ากระทรวง
สุทิน จึงกลายเป็นรัฐมนตรี “พลเรือน” คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่ทั้งนายกฯ และ ทหาร
อย่างไรก็ตาม การเข้ากระทรวงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีพิธีรีตอง เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ โดยในวันที่เข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรกในกระทรวงกลาโหม “สุทิน” จะต้องสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยรอบ และภายในกระทรวงกลาโหมตามประเพณีปฏิบัติ รวมแล้ว 7 ขั้นตอน
1.สักการะพระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราช ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
2.สักการะศาลหลักเมือง ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างศาลาว่าการ อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่กรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 (ทั้ง 2 แห่ง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม)
3.สักการะเจ้าพ่อหอกลอง หรือ “เจ้าพระยาสุรศักดิ์” ในรัชกาลที่ 1 เดิมเป็นทหารเอกในพระเจ้ากรุงธน เป็นพลรบฝ่ายซ้าย ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นพลรบฝ่ายขวา แทนเจ้าพระยาพิชัยดาบหัก (ถึงแก่กรรม) ได้นำทหารออกรบกับพม่าเองทุกครั้ง เชี่ยวชาญในการใช้หอกและชอบให้ทหารตีกลองศึกในเวลาออกรบ ทหารในสังกัดจึงตั้งชื่อว่า “เจ้าพ่อหอกลอง” เป็นกำลังในการกอบกู้เอกราช
4.สักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
5.สักการะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนในกองทัพ หากย้อนกลับไปในอดีตพระองค์โปรดการทหารอย่างมาก และมักจะฉลองพระองค์ด้วยเครื่องแบบทหาร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพบก และเรือ
6.สักการะเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นจอมทัพที่สำคัญในรัชกาลที่ 5 เพราะหลังจากมีการปฏิรูปการปกครอง โดยยกเลิกหัวเมือง เอก โท ตรี จัตวา และยกเลิกหัวเมืองประเทศราช ทำให้เกิดกบฏขึ้นมากมาย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงได้รับมอบหมายให้นำกองทัพออกไปปราบ เช่น ปราบกบฏเงี้ยว ปราบกบฏฮ่อ ที่หัวเมืองลาว รวมถึงเป็นผู้ตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นในกองทัพบก ฯลฯ กระทั่งครองยศจอมพลในรัชกาลที่ 6
7.จากนั้น “สุทิน” จะขึ้นแท่นรับแถวทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ กองทัพละ 1 กองร้อย (แบบหย่อน) และรับฟังบรรยายสรุป พร้อมให้นโยบายกำลังพล
“สุทิน” ฉายภาพการทำงานว่า จะแบ่งคณะทำงานและทำตามนโยบาย เช่น คณะทำงานชุดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร คณะทำงานชุดปรับโครงสร้างกำลังพล คณะทำงานอัพเดตเทคโนโลยี เป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะตอนนี้มีนายพลเยอะ อยู่กับผมเป็นกองพลหนึ่งแล้วมั้ง แต่ยังไม่ได้มอบหมายใคร เพราะอยู่ระหว่างการจัดคณะทำงานอยู่
มีพลเอกอยู่ประมาณเกือบ 100 คน ไหนจะพลโท พลตรี อีก ซึ่งผมก็ไม่หนักใจ เพราะเขาทำงานเป็นระบบ คนที่ยังอยู่ในราชการก็ทำงานกันไป ส่วนนอกราชการก็ตั้งเป็นทีมงาน
“มีเรื่องหนึ่งที่ตนสนใจ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งอยากเชิญทหารเก่ง ๆ ทหารสมัยใหม่ มาเชื่อมโยงกับนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี ด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 คณะ และจะอัพเกรดเทคโนโลยีของกองทัพ ให้เป็นกองทัพสมัยใหม่ และจะโฟกัสเรื่องนี้ให้ดี”
จาก สส.นกแล อยู่ในพรรคเพื่อไทย ตำแหน่งสูงสุดก่อนหน้าเป็น รมว.กลาโหม คือประธานวิปฝ่ายค้าน
แต่วันนี้ ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน มีนายทหารติดตาม ล้อมหน้า-ล้อมหลัง ระวังภัย ซึ่งเขายอมรับตรง ๆ ว่า “ไม่ชิน”