รัฐบาลเศรษฐา แก้กับดัก ป.ป.ช. เปิด 6 ข้อโต้แย้ง เดินหน้าแจกเงิน 1 หมื่น

แจกเงิน
คอลัมน์ : Politics policy people forum

นโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่พ้นขีดอันตราย

ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาล 4 ปัจจัยเสี่ยง 8 ข้อเสนอแนะ

รัฐบาลเพื่อไทยยังต้องหาข้อแก้ต่าง-หักล้างข้อเสนอของ ป.ป.ช.

4 ปัจจัยเสี่ยง

ย้อนข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ที่จะส่งถึงมือรัฐบาล แบ่งเป็น 2 ท่อน ท่อนแรกชี้ให้เป็น “ประเด็นเสี่ยง” 4 ข้อ

1.เสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย

2.เสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและมีความจำเป็น ผลกระทบ ภาระทางการเงิน การคลังในอนาคต

3.เสี่ยงด้านกฎหมาย จะต้องตระหนัก ใช้ความระมัดระวังอย่างเคร่งครัดและรอบคอบภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย

4.ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เทคโนโลยีบล็อกเชน และประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง

8 ปมอันตราย

ขณะที่ 8 ข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. สรุปได้ว่า 1.รัฐบาลควรศึกษา วิเคราะห์ รวมทั้งชี้แจงความชัดเจน อย่างเป็นรูปธรรม ว่าผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ จะไม่ตกแก่พรรคการเมือง นักการเมือง หรือเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลรายใดรายหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพมากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย อาจเข้าข่ายการทุจริตเชิงนโยบาย

2.การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 กับตอนเป็นรัฐบาล โครงการมีความแตกต่างกัน กกต. ควรตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ มาประกอบการพิจารณาด้วย

มิฉะนั้น จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับพรรคการเมืองสามารถหาเสียงไว้อย่างไร เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามที่ได้หาเสียงไว้

3.ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบ ภาระทางการเงินการคลังในอนาคต

พิจารณาระหว่างผลดี ผลเสียที่จะต้องกู้เงินจำนวน 500,000 ล้านบาท ในขณะที่ตัวทวีคูณทางการคลังมีเพียง 0.4 การกู้เงินจึงเป็นการสร้างภาระหนี้แก่รัฐบาลและประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะต้องตั้งงบฯ ชำระหนี้ 4-5 ปี กระทบต่อการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ

4.ควรพิจารณาประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ

5.ควรมีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ป้องกันการทุจริต ตลอดจนมีกระบวนการในการตรวจสอบทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจากการดำเนินโครงการ

6.ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้กับโครงการ ควรพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสม ระยะเวลา และงบฯ ในการพัฒนาระบบ เพราะแจกเงินเพียงครั้งเดียว ใช้ภายใน 6 เดือน

7.จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษา และตัวทวีคูณทางการคลัง รวมถึงตัวบ่งชี้ภาวะวิกฤตที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รวบรวมและประมวลข้อมูลจากงานศึกษาของธนาคารโลก และ IMF มีความเห็นตรงกันว่า ในช่วงเวลาที่ศึกษาอัตราความเจริญเติบโตของประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เพียงแต่ชะลอตัวเท่านั้น

8.หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องการช่วยเหลือประชาชน ควรใช้งบประมาณปกติ มิใช่เงินกู้ จ่ายในรูปเงินบาทปกติในอัตราที่เหมาะสม ให้กลุ่มประชาชนที่ยากจน กระจายจ่ายเงินเป็นงวด ๆ หลายงวด ลดความเสี่ยงขัดกฎหมาย ไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

ขั้นตอนสู่บอร์ดดิจิทัล

ขั้นตอนหลังจาก ป.ป.ช.มีข้อเสนอแนะ ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้น ป.ป.ช.จะต้องส่งข้อเสนอแนะมายังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลน.)

แล้ว สลน.จะชงเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก่อนเข้าสู่บอร์ดคณะกรรมการดิจิทัลวอลเลตชุดใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ดังนั้น การประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเลต ตามการให้สัมภาษณ์ของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง จึงเกิดขึ้นกลางสัปดาห์หน้า ก่อนที่บอร์ดดิจิทัลชุดใหญ่จะนำข้อเสนอของ ป.ป.ช.มาพิจารณา จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป

เตรียมแก้ต่าง ป.ป.ช.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ที่เข้าถึงวงประชุมบอร์ดดิจิทัลชุดใหญ่ ประเมินสถานการณ์ว่า ยังยืนยันว่าการแจกเงินในโครงการดิจิทัล 1 หมื่นบาท เดินหน้าต่อแน่นอน แม้ ป.ป.ช.จะมีข้อเสนอมายังรัฐบาล แต่บอร์ดดิจิทัลก็คงต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรกันต่อ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ ป.ป.ช.ส่งให้รัฐบาลนั้น รัฐบาลสามารถหักล้างได้ทุกข้อ

ข้อที่ 1 รัฐบาลก็พยายามชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้เห็น หากไม่เร่งกระตุ้น อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในภาวะที่เงินฝืด อาจเกิดสภาวะที่เรียกว่ากบต้ม

ข้อที่ 2 ข้อเสนอ ป.ป.ช.นั้น แม้จะอยู่ในอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2561 แต่ถือว่ามีความเห็นเร็วไปหรือไม่

เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี รัฐบาลยังไม่ส่งกฎหมายกู้เงินเข้าสภาตามกระบวนการเสนอกฎหมาย อีกทั้ง หากเสนอกฎหมายไปแล้วยังมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาได้อีกชั้นหนึ่ง

“หากศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว ว่ากฎหมายกู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ร่างกฎหมายจะผ่านสภา ป.ป.ช.ยังสามารถมีข้อเสนอแนะมาได้ การมีข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยที่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการใด ๆ ถือว่าทำเร็วเกินไปหรือไม่” แหล่งข่าวในรัฐบาลตั้งคำถาม

ข้อที่ 3 ข้อเสนอของ ป.ป.ช.ชี้ชัดว่าไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องอาศัยเม็ดเงินขนาดใหญ่ 5 แสนล้าน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในคราวเดียว ซึ่งไซซ์เงินขนาดใหญ่ดังกล่าวไม่สามารถตั้งงบประมาณเพื่อ ใช้โครงการได้อยู่แล้ว

ข้อที่ 4 นโยบายพรรคเพื่อไทย นโยบายดิจิทัลวอลเลตใช้ Blockchain เป็นเบื้องหลัง และคงไม่ใช้แค่ดิจิทัลวอลเลตแล้วจบ เพราะนโยบายรัฐบาลเรื่อง National Blockchain หรือบล็อกเชน สัญชาติไทย ที่จะนำไปต่อยอดสู่ e-Government อยู่แล้ว

ตั้งอนุตรวจทุจริต

ข้อที่ 5 “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวภายหลังการทราบข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. โดยเฉพาะเรื่องการแก้ทุจริตว่า “เรื่องของการทุจริต ในการประชุมของคณะกรรมการชุดใหญ่ในเรื่องนี้ คงมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ยืนยันว่าต้องตอบคำถามเรื่องนี้ให้ได้”

“ระมัดระวังอยู่แล้ว อย่างที่ตนเรียน จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ มีกลไกที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

ข้อที่ 6 ข้อทักท้วงเรื่องควรแจกเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และจ่ายเป็นงวด ๆ นายกฯเศรษฐาชี้แจงว่า “อย่างที่บอกเรื่องของคนเปราะบาง เริ่มจากวันแรกที่เราพูดคุยกันแล้วว่า ตรงไหนคือเปราะบาง ตรงไหนคือไม่เปราะบาง ถ้าผมบอกว่าต่ำกว่า 20,000 บาท เป็นคนเปราะบาง ถ้าสูงกว่า 20,000 บาท ไม่เปราะบาง”

“หากคุณได้เงินเดือน 20,000 บาท คุณจะโต้เถียงหรือไม่ เพราะผมก็เปราะบางเหมือนกัน ผมก็มีหนี้เยอะ ต้องการการกระตุ้นเหมือนกันใช่ไหมครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหมือนกัน ฉะนั้นทาง ป.ป.ช.หน้าที่ของท่านที่เสนอมาในเรื่องของการทุจริตต้องระมัดระวังตรงนี้ น้อมรับครับ”


รัฐบาลเพื่อไทยเตรียมยกทีมแก้ต่างข้อเสนอ ป.ป.ช.