ศาลรัฐธรรมนูญสั่งตัดสิทธิพิเชษฐ์ พ้นรองประธานสภา โยกงบฯ 3 โครงการลงพื้นที่ขัดรัฐธรรมนูญ ม.144 พร้อมให้ชดใช้เงิน
ที่ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 30 กรกฎาคม ได้พิจารณาปรึกษาหารือในคดีที่นายภัณฑิล น่วมเจิม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 121 คน (ผู้ร้อง) ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
ยื่นคำร้องเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสาม กรณีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำโครงการ และให้มีการเสนองบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 โครงการ ที่นายพิเชษฐ์ ผู้ถูกร้องมีส่วนโดยทางตรง และทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
ผลการพิจารณาตอนหนึ่ง ระบุว่า วันที่มีการเสนอคำของบประมาณและคำขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เกี่ยวกับโครงการทั้ง 3 ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่ง สส.และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาและคัดเลือกพื้นที่โครงการทั้ง 3 จะไปดำเนินการกิจกรรมตามคำขอรับการสนับสนุนจากพื้นที่ต่าง ๆ เมื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำริให้เสนอโครงการทั้ง 3 และผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 เชื่อว่าย่อมใช้อำนาจให้คณะกรรมการแต่ละคนแต่ละคณะอนุมัติโครงการในเขตพื้นที่เลือกตั้งของผู้ถูกร้องได้
การดำเนินโครงการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องมีเจตนาเพื่อนำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ไปใช้ประโยชน์หาเสียงหรือสร้างความนิยมให้แก่ผู้ถูกร้องในเขตเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง อันเป็นการกระทำที่ใช้สถานะรองประธานสภา เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเองในเขตเลือกตั้งของตน
เมื่อผู้ถูกร้องขอตั้งงบประมาณ 2569 เพื่อจัดทำโครงการต่อเนื่องจากปี 2568 แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ถูกร้องว่า ต้องการใช้งบประมาณเช่นเดียวกับการใช้งบประมาณ 2568 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างความนิยมให้แก่ตนเองในการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง อันจะทำให้ผู้ถูกร้อง บุคคลอื่น หรือพรรคการเมืองที่ผู้ถูกร้องสังกัด ได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้ง สส.ในครั้งต่อไป
ถือได้ว่าผู้ถูกร้องทำการเสนอและแปรญัตติโครงการทั้ง 3 ที่มีผลให้ผู้ถูกร้องมีส่วนทางตรง หรือทางอ้อมใช้งบประมาณ 2569 มิใช่เป็นเพียงการดำเนินการตามปกติตามกิจกรรมของรัฐสภา ไม่เข้าข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (2) จึงเป็นผู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายพิเชษฐ์สิ้นสภาพ สส.นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย 1 สิงหาคม และเพิกถอนสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี
ที่มาคดี
ทั้งนี้ที่มาของคดี “ภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กรุงเทพฯ (คลองเตย-วัฒนา) พรรคประชาชน ได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน ยื่นประธานสภาส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอนพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ออกจากตำแหน่ง จากกรณีการตั้งโครงการของบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรที่ส่อไปในทางทุจริต โดยวันที่ 6 มิถุนายน “ภัณฑิล” ได้ไล่เรียงเหตุการณ์ดังนี้
ในปี 2567 พิเชษฐ์ได้มอบหมายให้นายจีรพงศ์ ที่ปรึกษาในคณะทำงานทางการเมืองของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในขณะนั้น ยกร่างโครงการขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการสภาผู้แทนบรรเทาทุกข์และความจำเป็นเร่งด่วน, โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย, โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และโครงการส่งเสริมความมั่นคงอาชีพสตรี เพื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดทำคำของบประมาณปี 2568 มูลค่า 443 ล้านบาท
พิเชษฐ์ลงนามไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566
ปรากฏว่า สำนักนโยบายและแผน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ขอความจากสำนักกฎหมาย สำนักการคลังและงบประมาณ ของสำนักเลขาธิการสภาฯ พร้อมกับได้การตอบกลับว่า ไม่สามารถทำได้เพราะขัดกับกฎหมายหลายข้อ
สำนักนโยบายและแผน จึงทำหนังสือแจ้งว่า 4 โครงการ ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา 2554 และไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) เงินหรือสิ่งของบริจาคมิให้เบิกจ่าย ไม่เป็นไปตามแบบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่มีวิธีการดำเนินกิจกรรม ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ดำเนินกิจกรรม ไม่มีรายละเอียดการใช้งบประมาณ โครงการยังไม่มีการกำหนดตัวชี้วัด ประกอบกับหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการ
สำนักการคลังและงบประมาณ เห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา 2557 ข้อ 13 (2) ขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 และขัด พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2561 และสุ่มเสี่ยงที่จะผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144
ต่อมา เมื่อคณะทำงานพิเชษฐ์ทราบคำชี้แจงจากสำนักนโยบายและแผน จึงปรับรูปแบบคำของบประมาณ โครงการสัมมนาขึ้นมา 3 โครงการ
– โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน ถูกซอยย่อยออกเป็น 7 โครงการ รวมจัดสัมมนา 800 ครั้ง เป้าหมาย 80,000 คน
– โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกแบ่งออกเป็น 2 โครงการ รวมจัดสัมมนา 600 ครั้ง
– โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง กำหนดเป้าหมายการจัดสัมมนา 894 ครั้ง ผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 44,700 คน รวมตามคำขอทั้งหมดจะต้องจัดงานสัมมนา 2,294 ครั้งภายในเวลา 1 ปี
เมื่อได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2568 แล้ว พิเชษฐ์ได้จัดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับ ดูแล และเห็นชอบการจัดโครงการ ตามนโยบายของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเทอดชาติ ชัยพงษ์ สส.เชียงราย เขต 5 ร่วมเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 โครงการ
ภัณฑิล ในฐานะผู้รวบรวมชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ต่อมาหลังจากโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว มีการจัดทำคำขอที่แสดงความต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรลงไปจัดสัมมนาที่ จ.เชียงราย เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่เป็นการทั่วไป
โดยสัดส่วนคำขอที่ถูกส่งเข้ามาในแต่ละโครงการเป็นของ จ.เชียงราย เกินครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน มีคำขอ 50 โครงการ ไปที่เชียงราย 28 โครงการ คิดเป็น 56% มี 15 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีคำขอ 85 โครงการ ไปที่เชียงราย 75 โครงการ คิดเป็น 88.2% มี 51 โครงการลงที่เขตของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และโครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง มีคำขอ 305 โครงการ ไปที่เชียงราย 266 โครงการ คิดเป็น 87.2% มี 191 โครงการลงในพื้นที่ของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
คำของบประมาณที่ส่งมาจาก จ.เชียงราย ล้วนแต่พิมพ์มาเหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแค่วันที่ ชื่อ และที่อยู่ที่ต่างกัน อีกทั้งวันที่ที่ระบุอยู่ในเอกสารหลายชิ้นก็ล้วนเป็นวันเดียวกัน ลายมือจำนวนมากก็เหมือนกัน อีกทั้งเมื่อนำยอดการของบประมาณทั้งหมดที่มีมาหารเฉลี่ย และแม้จะมีการตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการไปแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการจัดสัมมนามากกว่า 1,300 ครั้งต่อปี หรือวันละเกือบ 4 งานต่อวันอยู่ดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดได้มากขนาดนั้นใน 1 ปี
“ทำให้สรุปได้ว่าการของบประมาณอบรมสัมมนาทั้ง 3 โครงการ เป็นการขอตั้งโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์โครงการได้ โดยมีความตั้งใจจะโยกงบประมาณไปใช้ในโครงการอื่นตั้งแต่แรก มีหลักฐานสำคัญคือเอกสารของสำนักรักษาความปลอดภัย วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ระบุชัดเจนว่ารองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำริว่าจะให้มีกองเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเพื่อใช้ในงานพิธีต่าง ๆ จึงให้จัดโครงการฝึกอบรมงบประมาณ 3.5 แสนบาท โดยให้โยกงบประมาณจากโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไปใช้”
หลังจากดำเนินโครงการในงบประมาณปี 2568 ผ่านไป ในงบประมาณปี 2569 จึงมีการของบประมาณเพิ่มเป็น 594 ล้านบาท จากที่เคยขอ 350 ล้านบาทในงบประมาณปี 2568 โดยพบว่ามีการของบประมาณเช่นเดิม ทำกิจกรรมอบรมสัมมนาแบบเดิมแต่มีจำนวนมากขึ้น เป้าหมายการจัดสัมมนาของทั้ง 3 โครงการพุ่งขึ้นไปเป็น 2,800 งานใน 1 ปี คือ
– โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน
– โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
– โครงการส่งเสริมบทบาทสตรีทางการเมือง
“ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำของนายพิเชษฐ์ เข้าข่ายการกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง ที่ห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อเข้าไปมีส่วน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องจริยธรรม แต่เป็นเรื่องของการทุจริต”