คอลัมน์ : Politics policy people forum
แม้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีเวลาเฉพาะกิจ-อำนาจเต็ม เพียง 4 เดือน แต่ภารกิจที่แท้จริงของนายกฯ คนที่ 32 เหมือนเป็นรัฐบาลยาว 4 ปี
และอาจเป็น 4 เดือน ที่ชี้ชะตา การเมืองระยะยาวของพรรคภูมิใจไทย
เพราะด้านหนึ่งต้องเซตโครงสร้างอำนาจใหม่ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ตามเงื่อนไข MOA ของพรรคประชาชน
อีกด้านหนึ่ง ต้องเซตโครงสร้างเศรษฐกิจ แบกอนาคตประเทศระยะยาว
ภูมิใจไทยรับลูกรื้อรัฐธรรมนูญ
หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมาให้การจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องทำ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร
ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
โดยการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
พรรคประชาชน ในฐานะเจ้าของเสียง 140 เสียงเศษที่โหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ เปิดเกมกดดันทันทีให้ทำประชามติครั้งที่หนึ่ง พร้อมกับการเลือกตั้ง
“การดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้พวกเราเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลง เราพร้อมใช้เสียงที่มีในสภา กำกับรัฐบาลให้เป็นไปตามข้อตกลง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
อีกด้าน “อนุทิน” เร่งตั้งคณะทำงาน 1 คณะ มีภารกิจศึกษากระบวนการจัดทำประชามติ-เขียนโรดแมป เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประกอบด้วย 1.ไชยชนก ชิดชอบ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน 2.ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน 3.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นคณะทำงาน 4.วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นคณะทำงาน 5.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ เป็นคณะทำงาน 6.ธนิศร์ ศรีประเทศ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ
ขึ้นโครงรัฐธรรมนูญใหม่
ขณะที่องค์ประกอบในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรากฏชื่อ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เกจิกฎหมายมหาชน ผู้ช่ำชองการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งคน เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540
และเมื่อย้อนไปช่วงหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรืองอำนาจ “บวรศักดิ์” นั่งเก้าอี้รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พยายามติดตั้งระบบเลือกตั้งแบบ สัดส่วนผสม (Mixed Member Proportional) แบบเดียวกับเยอรมนี แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่างไว้ถูกตีตกกลางสภา นำมาสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นจุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ 2560
อย่างไรก็ตาม “บวรศักดิ์” กลับเข้าสู่การเมืองหน้าฉาก ในฐานะว่าที่รองนายกฯ ด้านกฎหมายของรัฐบาล ย่อมมีส่วนในกระบวนการขึ้นโครงรัฐธรรมนูญใหม่
สิ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ บันทึกความเห็นฉบับสมบูรณ์ของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ที่เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2564 ครั้งที่ศาลขอความเห็นประกอบการพิจารณาคำร้องที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคพลังประชารัฐ และ “สมชาย แสวงการ” ยังเป็น สว.ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของรัฐสภา มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร.หรือไม่
“ข้าพเจ้าเห็นว่า การจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นไปในทำนองสอดคล้องกับประเพณีการปกครอง ที่มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อปี 2491 และ 2539 ข้อแตกต่างสำคัญก็คือในร่างนี้ให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงทั้ง 200 คน”
“ดังนั้น เมื่อตามมาตรา 256 (8) ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 256 ไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติอยู่แล้ว และเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ทั้งยังไม่สร้างภาระให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกินควร จึงสมควรดำเนินการขออาณัติ (Mandate) ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการขอความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไปในคราวเดียวกัน โดยตั้งคำถาม 2 ข้อ ให้ประชาชนลงประชามติ คือ ข้อ 1 ท่านเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ หากตอบไม่เห็นชอบ ไม่ต้องตอบข้อ 2”
“ข้อ 2 หากท่านเห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ท่านให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่แนบมาพร้อมนี้หรือไม่”
“การดำเนินตามนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ฝรั่งเศสเคยทำประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี 1946 มาแล้ว และสอดคล้องกับทฤษฎีนิติศาสตร์ ทางปฏิบัติของนานาอารยประเทศ และประเพณีการปกครอง ตลอดจนบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ สำหรับคำถามที่ตามมา เมื่อได้ตอบข้อหนึ่งและข้อสองแล้ว ไม่จำเป็นต้องตอบอีก”
พร้อมทำตามข้อตกลง ปชน.
ด้าน “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานที่ถูกตั้งขึ้นศึกษาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ระบุสิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมในยุคภูมิใจไทยว่า พรรคภูมิใจไทยก็จะต้องเดินหน้าตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน เร่งเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ประกบกับร่างของพรรคประชาชน กับพรรคเพื่อไทย จากนั้นเข้าสู่การทำประชามติ
เป้าหมาย เคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะที่ด้านการขึ้นโครงเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน ดึง “คนนอก” อย่าง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ดึง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซีอีโอดุสิตธานี มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มี “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” อดีตซีอีโอโออาร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย่อมถูกคาดหวังในการ “เซตโครงสร้างธุรกิจ” ขึ้นมาใหม่
“สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ” ที่อีกหมวกหนึ่งเป็นหัวขบวนเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย การเตรียมแผนขึ้นโครงด้านเศรษฐกิจที่จะเห็นใน 4 เดือน ว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายเศรษฐกิจอยู่ชุดหนึ่ง แน่นอนมีนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น การลดรายจ่ายภาคประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการนำนักท่องเที่ยวกลับมา
แต่ยังต้องฟังว่าที่รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ว่าจะหยิบนโยบายไหนไปใช้ ที่สำคัญโครงการไหนที่จะนำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศต้องเดินต่อ เช่น เราต้องดู Green Economy Green Agriculture Green Energy
“เป้าหมาย 4 เดือนข้างหน้า ต้องแก้ปัญหาผลผลิตการเกษตรที่ตกต่ำ อยากเห็นโครงสร้างพลังงานถูกลง อยากเห็นรายได้ประชาชนดีขึ้น ปากท้องดีขึ้น เป็นวัตถุประสงค์หลักที่ 4 เดือนอยากขับเคลื่อนให้ได้ และเนื่องจากเวลาสั้น โครงการไหนที่เราคิดว่าทำได้ก็ทำได้เลย โครงการไหนที่ติดระเบียบ วิธีการ ตัวไหนปรับลดได้ เราก็จะปรับลดไป” นายสิริพงษ์กล่าว
เป็นความท้าทายรัฐบาลอนุทิน ที่มีเวลาตัดสินชะตากรรมภายใน 4 เดือน