มติสภารับหลักการร่างแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น ลดอายุ-ไม่จำกัดวาระ ผู้บริหารท้องถิ่น พบการลงมติเป็นไปแบบทุลักทุเล เกินองค์ประชุม แค่ 2-5 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้พิจารณาร่างกฎหมายในกลุ่มของท้องถิ่น และการแก้ไขคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นผู้บริรหารท้องถิ่น ซึ่งมี สส.ร่วมกันเสนอรวม 10 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 3 ฉบับ เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคประชาชน (ปชน.) ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 3 ฉบับ
เสนอโดยพรรค ภท. พรรค ปชน. และพรรค ชทพ. ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 3 ฉบับเสนอโดยพรรค ภท. พรรค ชทพ. และพรรค ปชน. และร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ
ทั้งนี้ ในสาระสำคัญคือการแก้ไขในประเด็นการลดอายุของผู้จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ทั้ง ระดับ อบจ. อบต. และเทศบาล จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีอายุ 35 ปีขึ้นไป เปลี่ยนเป็นอายุ 25 ปี นอกจากนั้นแล้วได้ตัดข้อกำหนดว่าด้วยการจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง ที่ห้ามเป็นเกิน 2 สมัยออกไป โดยให้เหตุผลคือเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิและเสรีภาพในระบอบการปกครองอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายก่อนรับหลักการนั้นมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน โดยนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. พรรคไทยก้าวหน้า อภิปรายคัดค้านการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมองว่าอาจเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อิทธิพลทางการเมือง ผูกขาดในท้องถิ่นได้ อีกทั้งคนที่อายุ 25 ปีนั้น อาจมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่มั่นคงที่ไม่เหมาะต่อการทำงานที่กดดัน ขณะที่การไม่จำกัดเพดานการดำรงตำแหน่งอาจทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลได้รับตำแหน่งไปจนเสียชีวิตได้
ขณะที่นายพริษฐ์ ชี้แจงช่วงหนึ่งว่าการลดอายุของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นนั้น คือไม่ใช่การเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ แต่หากประชาชนเห็นว่าคนที่อายุน้อยไม่เหมาะสม ไม่ต้องเลือก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ สส.อภิปรายแล้วเสร็จได้ลงมติ ผลปรากฏว่า ได้แยกลงมติทีละกลุ่มร่างกฎหมาย ซึ่งมติของสภารับหลักการด้วยเสียงเอกฉันท์ทั้งหมด และเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 33 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 15 วัน และให้ใช้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคประชาชนเป็นหลักในการพิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการลงมติรับหลักการดังกล่าวพบการลงมติที่มี สส.มาแสดงตนและลงมติ เกินจำนวนกึ่งหนึ่งของที่ประชุมมาเพียง 2-5 เสียงเท่านั้น ซึ่งระหว่างของการลงมตินั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะประธานวิปฝ่ายค้านได้ย้ำต่อที่ประชุมหลายครั้งให้นายไชยาย้ำกับ สส.ว่าให้อยู่ในที่ประชุม โหวตแล้วอย่าเดินไปไหนเพราะจะมีการลงมติติดต่อกัน