บวรศักดิ์ยันรัฐบาลสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ทั้งฉบับ เว้นหมวด 1 หมวด 2 เพราะขัดรัฐธรรมนูญ 255 โยนรายละเอียดการแก้ไขให้ “ส.ส.ร.” เผยเปิดแผนเลือกตั้งปี’69 ใช้บัตร 4 ใบ เลือก “สส.-สว.-ประชามติแก้ รธน.-ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่” เผยอนุทินให้ สลค.ยืนยัน ตั้งข้าราชการยุคเพื่อไทย ช่วงรักษาการทุกตำแหน่ง ไม่มีเล่นพวก
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีสมาชิกรัฐสภาถามว่า หากมีการแก้หมวด 1 หมวด 2 จะทำอย่างไร ว่าในนโยบายรัฐบาลเขียนไว้ชัดว่า รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติ และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
โดยรับฟังเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้ใช้คำว่าจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รัฐบาลไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้
นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นขั้นตอนแรก ส่วนขั้นตอนที่สอง เมื่อประชาชนลงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อประชาชนเห็นชอบกับหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐสภาจัดทำเสร็จ เป็นร่างรัฐธรรมนูญประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในขั้นที่หนึ่งที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องพิจารณา จึงเป็นเรื่องวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร โดยไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาโดยตรงจากประชาชนไม่ได้ และถ้าผ่านแล้วจึงจะทำขั้นตอนที่สอง คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือใครก็ตามที่เป็นคนเขียน ตรงนั้นจึงจะดูว่าแตะหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ แต่เชื่อว่าสองพรรคใหญ่ พรรคหนึ่งคือพรรคภูมิใจไทย อีกพรรคหนึ่งก็เป็นพรรคใหญ่ ประกาศว่าไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะหากแตะจะมีปัญหาทันที ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่ เพราะมาตรา 255 ระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้
“เพราะฉะนั้น จึงชัดเจนในตัวว่าประชามติที่รัฐบาลนี้จะทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. จะเป็นการลงประชามติสองเรื่องเท่านั้น คือ 1.ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2.ประชาชนจะเห็นชอบกับวิธีการ เนื้อหาสาระที่รัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ตามมาตรา 256 อนุมาตรา 1-6 หรือไม่ แต่จะไม่มีการลงไปถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้น เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกท่านคงต้องรอว่า ส.ส.ร.ที่มาจาก หมวด 15/1 จะเขียนอะไร แต่ที่แน่ ๆ พรรคภูมิใจไทยและพรรคใหญ่อีกพรรค จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ส่วนเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ระบุชัดว่า การจะแก้ลักษณะต้องห้ามต้องไปทำประชามติก่อน ดังนั้น เรื่องนี้รัฐบาลจะไม่แตะ ส่วนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทำโดย ส.ส.ร.จะแตะหรือไม่แตะต้องไปดูในขั้นตอนที่สอง
นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประชามติว่าจะยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หรือไม่นั้น การทำประชามติแต่ละครั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกต้องใช้เงิน 6,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจะจัดทำประชามมติพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. หลังการยุบสภา
ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภา ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบคือ 1.บัตรเลือก สส.เขต 2.บัตรเลือก สส.บัญชีรายชื่อ 3.บัตรการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ และ 4.บัตรที่จะสอบถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลต้องถามความเห็นประชาชนก่อนในเรื่องของการยกเลิก MOU เพราะเห็นว่าเรื่องสำคัญแบบนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเฉพาะกิจไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ควรขอฉันทานุมัติจากประชาชน ถ้าประชาชนบอกเลิกก็ต้องเลิก แต่หากให้เก็บไว้รัฐบาลนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ส่วนที่สมาชิกบางท่านพูดถึงการอย่าเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้ง ความจริงรัฐบาลรักษาการที่แล้วลงมติตั้งอธิบดีหลายกรม ลงมติตั้งตำแหน่งบริหารหลายตำแหน่ง เมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ส่งเรื่องคืนมา
อย่างไรก็ตาม วันนี้พอแถลงนโยบายเสร็จ นายกฯกำชับให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ยืนยันเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการที่แล้วไปทุกตำแหน่งเกือบ 10 ตำแหน่ง จึงยืนยันได้ว่า การเริ่มต้นรัฐบาลนี้ หากเรื่องไหนผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว รัฐบาลจะเดินต่อไม่มีเจตนาดึงกลับมา แล้วเอาพรรคพวกตัวเองเสียบไปใหม่ หรือยกเลิกมติ ครม.เดิม
รัฐบาลแถลงชัดว่าจะไม่ใช้กฎหมายและหน่วยงานของรัฐไปเป็นประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ เพราะในอดีตเคยมีการเอาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปตรวจสอบคนที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายที่ไม่เอื้อรัฐ และเมื่อตนเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตนก็แก้ไขแล้ววางกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจ ไม่ให้ ปปง.ดึงคนที่จะหวังก้าวหน้าในตำแหน่งราชการอื่น ปรากฏว่าภายหลังเขาแก้กลับไปหมด
ดังนั้น อาจต้องทบทวนว่าการใช้ดุลยพินิจในทางเป็นคุณหรือโทษทางการเมืองอาจต้องมีหน่วยงานมากำกับการใช้ดุลยพินิจ หรืออาจต้องแก้กฎหมาย ซึ่งต้องขอความร่วมมือจาก สส. สว. ซึ่งไม่ใช่เพื่อการแทรกแซง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานนั้น ๆ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไป
“คงทำให้ท่านอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง ในเรื่องที่ท่านฝากว่าอย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อนายกฯมาชวนผมให้เข้าร่วม ครม. ผมก็เรียนว่าเรื่องไหนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เช่น เรื่อง สว. เรื่องเขากระโดง และเรื่องขององค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น ซึ่งท่านนายกฯ ก็รับปาก” นายบวรศักดิ์กล่าว