คอลัมน์ : Politics policy people forum
สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้ หลังจากหล่นจากอำนาจการเป็นรัฐบาล
“แพทองธาร ชินวัตร” ถอยฉากห่างจากการเมือง ส่งปลอกแขนหัวหน้าพรรคให้กับ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนที่ 9 ดึง “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” นั่งเลขาธิการพรรครอบ 2
มีนามสกุลทุนใหญ่อย่าง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” มานั่งเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรค และมี “จาตุรนต์ ฉายแสง” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ กำหนดทิศทางพรรค
พรรคเพื่อไทยกำหนดธีม “ยกเครื่องเพื่อไทย” จุลพันธ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค เล่าเรื่องกระบวนการยกเครื่องในการปรับเปลี่ยน
ทั้งเรื่องการสื่อสาร การบริหารภายใน กระบวนการยกเครื่องเดินมาเกือบเสร็จ เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าในเรื่องของการยกเครื่องประเทศต่อไป ซึ่งเสร็จแล้วต่อไปก็จะเป็นการเลือกตั้ง
ในส่วนของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ของพรรคเพื่อไทย เป็นส่วนผสมของคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ เป็นมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย จนถึงปัจจุบัน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาก็ถือว่ามีจำนวนมาก นี่คือองค์ประกอบของ กก.บห.พรรค
และยังมีในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซึ่งหากเราดูจากรายชื่อแล้ว จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ที่จะเป็นผู้ใหญ่มากำกับทิศทาง
“แต่ครั้งนี้จะเป็นส่วนผสมใหม่ ซึ่งตนเป็นคนรีเควสต์เอง ให้เลขาธิการพรรคประเสริฐช่วยยกร่างชื่อขึ้นมา มีส่วนผสมของคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ เข้ามาอยู่ในทีมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้วย ถือเป็นกระบวนการที่เราสร้างความมีส่วนร่วมจริง ๆ”
“ในอดีตที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยก็เคยมีการตั้งยุทธศาสตร์ขึ้นมา เช่น ในสมัยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ขณะนั้นเราไม่ได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์มาอย่างเป็นทางการ ไม่มีกระบวนการ ใช้เพียงข้อบังคับพรรคในการตั้ง เป็นองค์คณะลอย ๆ ขึ้นมา และมีการขับเคลื่อน แต่ปรากฏว่าการทำงานเพื่อสอดประสานก็อาจจะทำให้มีข้อสรุปที่ติดขัด”
“แต่วันนี้มีการขับเคลื่อนผ่านทาง กก.บห. ในส่วนของโอเปอเรชั่น (Operation) ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ก็มีการประชุมกันค่อนข้างเข้มข้นมาก เพื่อที่จะกำหนดเรื่องของทิศทางการเมืองว่าเราจะเดินในแต่ละเรื่อง แต่ละมิติอย่างไร”
“นี่เป็นองคาพยพในการขับเคลื่อนเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ จึงมีการปรับเปลี่ยน ยกเครื่อง มีการตั้งองค์คณะที่เป็นลักษณะซูเปอร์บอร์ดในเรื่องการสื่อสารขึ้นมา มีโครงสร้างใหม่เป็นคนคอยขับเคลื่อน และพร้อมที่จะทำเป็นแคมเปญสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง”
ชูล้างหนี้+แคนดิเดตนายกฯ
จุลพันธ์ หัวหน้าพรรคป้ายแดง เผยธีมหลักที่จะใช้ในการเลือกตั้ง 2569
“สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน เป็นธงหลักธงหนึ่งในการปราศรัยหาเสียงได้ เป็นโครงของพรรคเพื่อไทย เรื่องเศรษฐกิจยังเป็นหลัก เพราะพรรคประสบการณ์มีมากกว่าพรรคการเมืองอื่น”
นอกจากนี้ที่ต้องจับตาคือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่จะเปิดครบ 3 คนในช่วงกลางเดือนธันวาคม “จุลพันธ์” บอกว่าจะเป็นบุคคลครบทุกมิติ และจะต้องเข้ามามีส่วนในนโยบายของพรรค ศึกษานโยบายของพรรค
ซึ่งแคนดิเดตคนล่าสุดที่ถูกจับตามอง และทำให้คนในพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหว รับกระแสแคนดิเดตนายกฯ คือ “เชน” ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
นอกจากมีสถานะเป็นลูกของ “เยาวภา-สมชาย วงศ์สวัสดิ์” และเป็นหลานของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีตำแหน่งทางวิชาการเป็น “ศาสตราจารย์” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล (ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์) ถูกดึงเข้ามามีส่วนในการจัดทำนโยบาย
แม้ว่า “จุลพันธ์” เลี่ยงตอบว่า “ศ.ดร.ยศชนัน” จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่ แต่ตอบเพียงแค่ “เป็นนักวิชาการที่เข้ามาช่วยเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทย” ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยต้องหล่นจากบัลลังก์อำนาจ พ่ายเกมการเมืองให้กับพรรคภูมิใจไทย หลังกรณีคลิปเสียง นำไปสู่การถอดถอน “แพทองธาร” ออกจากตำแหน่งนายกฯ
เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่สามารถคุมกลไกอำนาจรัฐในฐานะ “รัฐบาล” ไปได้ตลอดสมัยจนถึงวันเลือกตั้ง กลับกลายเป็นพรรคภูมิใจไทยที่กุมความได้เปรียบทางการเมือง ที่สำคัญ การที่ “จิตวิญญาณ” ของพรรคเพื่อไทยอย่าง “ทักษิณ” ต้องถูกจองจำรอบ 2
สถานะของพรรคเพื่อไทยถูกประเมินจากผู้สันทัดกรณี ทั้งนักการเมืองต่างพรรค นักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง ว่าพรรคเพื่อไทยไม่อาจกลับมาผงาดได้เหมือนในอดีต และมีแนวโน้ม “ต่ำร้อย”
5 ปัจจัยเพื่อไทยเกินร้อย
แต่นาทีนี้ “จุลพันธ์” และ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตรองนายกฯและ รมว.มหาดไทย อดีตผู้จัดการรัฐบาลแพทองธาร ขอให้กลุ่มคนเหล่านั้นคิดใหม่เพราะสถานการณ์การเมืองนาทีนี้ไม่เหมือนเดิม
“ภูมิธรรม” ที่วันนี้ขยับไปเป็น “ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย” วิเคราะห์สถานการณ์ว่า เชื่อว่าผลการเลือกตั้งครั้งหน้าน่าจะไม่เป็นแบบเดิม ที่คิดว่าพรรคนี้จะสูญพันธุ์หรือหายไป เป็นวิธีคิดแบบเก่า ที่ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะต่ำร้อย ประเมินแบบ “หยาบ ๆ”
ภูมิธรรมและจุลพันธ์กาง 4 ปัจจัยที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ต่ำร้อย
ภูมิธรรมกางปัจจัยที่หนึ่งคือ พรรคภูมิใจไทยโดนกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่คิดไว้ว่าจะมาเป็นอันดับ 1 ได้ 150-200 ไปคิดใหม่ สส.ที่ย้าย ๆ ไปอยู่ภูมิใจไทยวันนี้ ก็ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูก
ปัจจัยที่สอง แคนดิเดตนายกฯ เหลือพรรคเพื่อไทยยังไม่เปิดตัว ในขณะที่ผลการสำรวจยังมี 30% ที่ยังไม่ลงคะแนน แสดงว่า 30% ยังรอพรรคเพื่อไทยเปิดตัวอยู่ ถ้าเพื่อไทยทำให้ได้ว้าว อย่างที่เขาอยากได้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีตัวแปรที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงได้เยอะ
“จุลพันธ์” เสริมว่า คะแนนใหญ่ที่สุดคือ 30% ที่ยังไม่ได้มีคนจอง คนกลุ่มนี้กำลังรอตัดสินใจ เขาอาจจะรอนโยบาย แคนดิเดตนายกฯ ซึ่งเรื่องนโยบายเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด เราเชื่อว่าจะมีอะไรที่แปลกใหม่ เพื่อเสนอให้ประชาชน
แต่ถ้าแคนดิเดตเปิดออกมาแล้วมีความใหม่และน่าสนใจ เชื่อว่าจะสามารถไปซื้อใจคนกลุ่มนี้กลับมาได้
ภูมิธรรมระบุ ปัจจัยที่สาม ปัจจัยพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่แย่ไปแล้วก็ฟื้น ดึงคนเก่ากลับมา คะแนนของภูมิใจไทยที่เคยได้แบบหมู ๆ ก็ไม่ได้แล้ว
“พรรคกล้าธรรมก็จะลงไปสู้แบบถึงพริกถึงขิงเหมือนกัน ฉะนั้นที่จะลอยตัวแล้วก็โฟกัสว่าตัวเองจะได้ 30 ที่ในภาคใต้ ผมว่ามันไม่ใช่แล้ว”
“ในอีสาน ในภาคเหนือ ในกรุงเทพฯ พอนายอภิสิทธิ์กลับมา แฟนคลับประชาธิปัตย์ก็กลับมา ผมเชื่อว่านี่จะไปกระเทือนพรรคประชาชน ฉะนั้นต้องมาดูสถานการณ์ที่เป็นจริง แล้วดูตัวเลขทั้งหมด” ภูมิธรรมกล่าว
และปัจจัยที่สี่ อำนาจพิเศษก็เป็นตัวแปรเยอะเหมือนกัน ฉะนั้นคาดเดายาก เปลี่ยนได้ตลอดเวลา
“ส่วนตัวเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนบริบททางการเมืองใหม่ เพื่อไทยได้ 100 ขึ้นไป” ภูมิธรรมกล่าว
“วันที่จะรู้จริง ๆ ว่าใครอยู่ใกล้ความเป็นจริงที่สุด คือวันที่ได้เปิดแคนดิเดตทั้งหมด แล้วก็เห็นตัวลงสมัครทั้งหมด อีกอย่างหนึ่งคือ สส. 10-30% จะไม่ได้กลับเข้ามา ที่ซื้อไปอะไรไปก็นับเป็นหนึ่ง ก็ไม่แน่ใจว่านับได้”
“ฉะนั้น ผมว่ามันไม่เป็นไปอย่างที่คาดแบบหยาบ ๆ สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ผมว่าต้องละเอียดแล้วก็ต้องดูกรอบตรงนี้ให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ในพาราไดม์เดิม ๆ”
“สิ่งที่ดูว่าเพื่อไทยจะสูญสลาย คนจะหนีหมด ขณะนี้คนที่ออกจากพรรคเพื่อไทยไปก็ 10 คน สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ถือเป็นเรื่องเล็กมาก ไม่มีผลกระเทือนอะไรกับเรามาก” ภูมิธรรมกล่าว