ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นลูกของอดีตนายกฯ คนที่ 26 “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เป็นหลานของอดีตนายกฯ คนที่ 23 “ทักษิณ ชินวัตร”
ในทางวิชาการเขามียศเป็น “ศาสตราจารย์” นักนวัตกรแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล
แต่ในสถานะทางการเมืองวันนี้ เขาคือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นและยังอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1 ของพรรค
ถือเป็นแกนนำสาย “ชินวัตร” ในพรรคเพื่อไทย ที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหนึ่ง เช่นเดียวกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพราะแม้แต่ เศรษฐา ทวีสิน-แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังไม่มีชื่ออยู่ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับหนึ่ง
“ยศชนัน” จึงเป็น “ความหวัง” ใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งเป้าผลลัพธ์การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จะมีที่นั่ง สส.ทะลุร้อยที่นั่ง โดยเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์หวังไว้ถึง 40 ที่นั่ง
“ยศชนัน” ให้สัมภาษณ์ “เครือมติชน” ถึงแนวความคิด-ความตั้งใจ ถ่ายทอดนโยบายที่จะพลิกประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
อุ้มรากหญ้า ช่วยคนรวยไม่จนลง
ยศชนันกล่าวว่า ตนเติบโตมาจากการทำนวัตกรรม และวิจัยเชิงลึก โฟกัสจริง ๆ คือ Deep Tech ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก หากวันนี้ไม่มีตรงนี้น่าจะไปข้างหน้ายากในการทำเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ เพราะการจะเขยื้อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ
พรรคไทยรักไทย ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เราพยายามทำเรื่องเกี่ยวกับรากหญ้า จนทุกคนก็มองว่าเราทำเรื่องเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างเดียว ไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเศรษฐกิจข้างบนเลยเหรอ ดังนั้นในรอบนี้มีความสำคัญจริง ๆ ที่เราจะต้องช่วยทุกรูปแบบ
เพราะวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศเกิดขึ้น ทุกประเทศเดือดร้อนหมด สิ่งสำคัญที่สุดเขาต้องดูแลตัวเอง เมื่อก่อนเราดูแลตัวเองไม่ได้ ประเทศข้างนอกมาช่วยเราได้ แต่วันนี้ไม่มีใครช่วยเราแล้ว ดังนั้นความเข้มแข็งต้องสร้างจากรากหญ้า และมีความจำเป็นที่ต้องทำให้คนรวยไม่จนลง เราพยายามใช้คำว่า คนจนรวยขึ้น แต่ทำไมต้องทำให้คนรวย รวยน้อยลง เพราะทุกคนเป็นคนไทย พรรคเพื่อไทยพยายามสื่อสารนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส
อีกเรื่องหนึ่งไม่ว่าวันนี้เรามีธุรกิจหรืออาชีพอะไร การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามา เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จำเป็นต้องลงทุนตรงนี้ให้ และทำให้เขารู้สึกว่าการเพิ่ม Productivity ไม่ใช่เพิ่มที่จำนวนคนอย่างเดียว แต่ควรต้องเพิ่มที่วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเสริมการตลาดให้
การตลาดที่ภาครัฐจะทำคือการเปิดโอกาสต่าง ๆ เรามีโอกาสเยอะตั้งแต่เราเข้าร่วมเป็นสมาชิกความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) เช่น ผมทำเรื่องโรงงานยาสมุนไพร หลายอย่างมากที่เราต้องส่งไปทดสอบยาที่อินเดีย เพราะเราไม่มีหน่วยงานที่ทดสอบตรงนี้ ทำให้มูลค่ามหาศาลจากสิ่งที่เราเก่งช้าลง เพราะทุกประเทศมาใช้อินเดียในการทดสอบ พอหลายประเทศใช้อินเดียไปทดสอบ กลายเป็นว่าเกิดคอขวด 1 ปีกว่าจะทดสอบได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ไทยเป็นศูนย์กลางในการทดสอบได้ และทุกประเทศอยากเข้ามา
“ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็นโอกาส เราจะสามารถพลิกฟื้นบางอุตสาหกรรมขึ้นมาได้”
ขอ License ชิป หนุนอุตฯไทย
ยศชนันกล่าวว่า เรื่อง Semiconductor หรือชิป เป็นสิ่งสำคัญมาก การที่วันนี้เรามอง Position ตัวเอง ทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องมองย่อยส่วน คือ Data Center เข้ามา ไม่มีปัญหา แต่ชิ้นส่วนที่อยู่ข้างในคืออิเล็กทรอนิกส์ และมีชิปบางส่วนที่ไทยทำได้ เช่น เรื่องชิปพาวเวอร์ และชิปคอมมิวนิเคชั่นต่าง ๆ ไม่ต้องไปมองว่า ชิปของ AI จะต้องเป็นชิปประมวลผล GPU ที่ Nvidia ทำอย่างเดียว ทุกคนจะมองตรงนั้น แต่ชิปของ Data Center มีจำนวนมากที่อยู่ในนั้น และไทยมีสิทธิทำง่าย ๆ
“ผมคุยกับสภาอุตสาหกรรมฯ เรื่อง License in กับไอทีบางประเภทก็ไม่แพง ดังนั้นถ้ารัฐบาลขอ License วงจรของชิปบางตัวที่เรามีความจำเป็นต้องดึงเข้ามา ซึ่งจะทำให้การผลิตของเอกชนง่ายขึ้น และเอกชนก็ไม่ต้องลงทุนสูงมาก เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Intellectual Property (ทรัพย์สินทางปัญญา) ที่ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องทำ ซึ่งทำไม่ยาก ทำเรื่องเกี่ยวกับ Patent Landscape (ภูมิทัศน์สิทธิบัตร) บางอย่าง ของโครงสร้างทั้งหมด เมื่อเรามี Landscape ของ Patent เราจะรู้แล้วว่าเทรนด์เทคโนโลยีไปที่ไหน และประเทศไหนที่เราควรจะไปเป็น Partner ด้วย”
“วันนี้ไม่ใช่แค่มอง Geopolitics แล้วมองไปที่จีน-อเมริกา แต่ความจริงมีบางประเทศที่น่าสนใจมาก เช่น ตุรกี ทำโดรนได้ แล้วชิ้นส่วนของโดรนอยู่ตรงไหน หรืออิตาลี ที่เขาจะทำบางอย่างแล้วมาประกอบที่อิตาลี แต่ส่วนประกอบต่าง ๆ ทำที่ประเทศอื่นซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกี่ยวกับอะไร แล้วค่อยมาประกอบที่อิตาลี เพราะมีความเชี่ยวชาญ”
ยศชนันมองว่า องค์ประกอบสำคัญคือ การเตรียมคนให้สามารถมารองรับเรื่องนี้ได้ อัพสกิล รีสกิลเป็นสิ่งสำคัญมาก การศึกษามีทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา เปิดเวทีให้เกิดสตาร์ตอัพใหม่ ๆ เปิดเวทีให้คนแต่ละรุ่นเจอคนรุ่นใหม่ที่สามารถรวมทีมสร้างนวัตกรรม สิ่งนี้เรียกว่า “แชร์สเปซ”
อีกส่วนหนึ่งคือ Research Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานการวิจัย) คนเรารับการถ่ายทอดมาได้แล้ว เขาไม่มีที่ปล่อยของก็ไม่ได้ การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจจะยากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย
ในฐานะที่อยู่ฝั่งมหาวิทยาลัย มีคนจบฮาร์วาร์ด หรือจบ MIT เป็นเรื่องธรรมดา แต่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้คนที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้มีเครื่องมือที่ทัดเทียมกับประเทศอื่น เพราะนักวิจัยประเทศอื่นอาจไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่เขามีอุปกรณ์บางอย่างที่ทำให้งานวิจัยสามารถต่อยอดได้ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ได้ ถ้าเราลงทุน เราก็จะสามารถพลิกฟื้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้
“ดังนั้น โจทย์ของเรื่องนี้คือทำอย่างไรที่เราจะเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่เรามีอยู่ให้เกิดขึ้นเร็ว และสร้างคนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีทำได้เลย”
สร้างระบบนิเวศ-ดีมานด์รัฐ
“การพัฒนานวัตกรรมเกิดจาก Ecosystem เช่น ถ้าให้ยศชนันไปอยู่ ซิลิคอน วัลเลย์ จะมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าไหร่ กับเอาอีลอน มัสก์ มาอยู่ในไทย โอกาสประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ต้องยอมรับว่ายศชนันไปอยู่ซิลิคอน วัลเลย์ มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าอีลอน มัสก์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสติปัญญา แต่เป็นเรื่องระบบนิเวศ นวัตกรรมต่างหาก ที่เวลาเขาคิดได้ เขาอยู่สหรัฐ เขาคิดได้ เขาทำได้เลย มีแมวมอง มีนักลงทุนมาดูและให้โอกาสเขา”
“ซึ่งตรงนี้ประเทศไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ทำให้คนที่ถูกฝา ถูกฝั่งมาเจอกันเท่านั้นเอง การที่จะใช้เทคโนโลยีของไทย และการสร้างดีมานด์ของภาครัฐ เช่น การใช้ Chat GPT ต้องเข้าถึงสมาร์ทโฟน ถ้าคนไทย 70 ล้านคน ต้องเข้าถึง ทำสมาร์ทโฟนเองดีกว่าไหม อันนี้มีหลายส่วนที่เรามีความจำเป็นต้องดึงดูดอุตสาหกรรม ทำให้เรื่องอัพสกิล รีสกิล เป็นเรื่องเดียวกัน”
ไทยยังมีความหวัง
ผลวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจหลายสำนักมองว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจจะแย่กว่าปี 2568 “ยศชนัน” มองว่า ไทยยังโอกาส ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาของทั่วโลก เวลาเราเจอเรื่องเศรษฐกิจ เจอ Geopolitics ซ้ำด้วย มีภาวะโลกร้อน เทคโนโลยีเปลี่ยน
“ผมเปรียบเทียบว่า เราอาจจะมาช้าแต่เรามายืนอออยู่ที่แยกเดียวกับที่เขาติดไฟแดงเหมือนกัน มีทางแยก 2 ด้าน ด้านซ้ายมืด ด้านขวาสว่างจ้า ดังนั้น ทุกประเทศรอเราอยู่แล้ว เพราะเขากำลังงงอยู่ไปทางไหนดี แต่เรากลับง่ายเสียอีก เพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลยมาเป็น 10 ปี ประเทศอื่นเลี้ยวไปเจอความมืดแล้วกำลังถอย แต่ไทยกำลังชะลอ พอถึงทางแยกแล้วเลี้ยวได้เลย”
“ดังนั้น คือโอกาสที่เรามองเห็น เมื่อเรายังไม่ได้ทำอะไรมาก กลายเป็นว่าเราสามารถเปลี่ยนได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เราสามารถ Shift ไปอุตสาหกรรมใหม่ได้ทันที หลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เรามีจุดเด่น คือ Creative Economy ซึ่งมองเป็นเรื่องเทคโนโลยีได้ เราต้องทำทุกอย่างให้ต่อยอดในเชิงระบบ”
“หรือใช้วิธีดาวกระจาย เช่น ในสหรัฐ ให้สตาร์ตอัพทำ แล้วมองว่าอันไหนดีแล้วบ่มเพาะอันนั้น แต่ถ้าหากรัฐบาลมีโจทย์ ก็ทำ Challenge ดูว่าสตาร์ตอัพไหนที่สามารถมาเป็น Partner ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องทำ แต่ถ้าหากรัฐท็อปดาวน์จะไม่มีทางเจอเรื่องใหม่ เพราะไม่ว้าว”
“เราทำแค่นี้เพื่อที่จะได้เห็นไอเดียใหม่ ๆ เพราะ SMEs ตัวเล็ก ๆ ต้องการเงินแสน สองแสน เป็นทุนชุบชีวิต เมื่อได้เงินแล้วเขาก็ผลิตผลงานได้ นักลงทุนก็เข้ามาร่วมลงทุน ถ้าดีบริษัทใหญ่ก็ซื้อไปเลย ดีกว่าไปจ้าง R&D”
“ดาวกระจายแบบนี้จะทำให้เราเห็นไอเดียใหม่ ๆ เยอะ ที่สำคัญคือไม่ต้องขายแค่ในประเทศไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามี 600 ล้านคน ถ้าเราจับมือกับอินเดีย 1,400 ล้านคน จีนอีก 1 พันกว่าล้านคน สิ่งนี้เป็น Game Changer”
ดัน Wellness ด้วยวิทยาศาสตร์
แล้วไทยต้องลงทุนกับอุตสาหกรรมไหนที่ทำให้เศรษฐกิจโต “ยศชนัน” กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดู System Thinking คานดีด คานงัดของประเทศอยู่ในอุตสาหกรรมไหน เช่น ถ้าเรางัดตรงนี้ก่อน อีก 10 อันเกิดหมดเลย
แต่ผมเห็นคร่าว ๆ แล้วว่า Wellness สำคัญ พอพูดเรื่องนี้ทุกคนยอมรับ แต่ต้องเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาจับเพื่อให้มูลค่าสมุนไพรเพิ่มขึ้น หรือการนวด เติมด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ไหม นักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลกอย่างน้อยก็ควรมานั่งสมาธิ มาไหว้พระในประเทศไทย ทำอย่างนี้ให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ไหม
ตอนที่เราทำกรรมการ AI ผมเสนอโปรเจ็กต์ว่าแต่ละคนจะทำอย่างไร AI เก่งได้ด้วยข้อมูล ไม่ต้องกลัวเลยว่าใครจะมาเก่ง AI เท่าเรา ถ้าวันนี้เรามุ่งถูกว่า AI เราสำหรับทำเรื่องอะไร เช่น AI สำหรับเรื่องโรคเขตร้อน เราไม่ต้องกลัวเลย MIT ก็สู้เราไม่ได้ เพราะเขาไม่มียุง
อีกอันหนึ่งคือ เศรษฐกิจ Genomic สำคัญมาก ข้อมูล Genomic คนไทย ไม่รู้ว่าคนไทยรู้หมด หรือต่างประเทศอาจจะรู้เยอะกว่าเราด้วยซ้ำ ถ้าเรารู้ข้อมูลหมด เราจะรู้ว่าจะทำอะไร เช่น เรื่องอาหาร ถ้าผมรู้ดีเอ็นเอของผม ผมจะรู้ว่าผมต้องการคาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ หรือยี่ห้อเหมาะกับผม เรื่องนี้เปลี่ยนมิติของคนซื้อของ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็จะต้องเป็นแพลตฟอร์มของไทย
หรือ Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) เรื่องนี้ถ้าประเทศไทยไม่ทำจะเสียดุลมหาศาล เพราะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันคือเรื่องเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราทำ เราพลิกเป็นโอกาสได้ เพราะหลายประเทศต้องหยุดไลน์การผลิตไป เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม