‘ยศชนัน’ ลุยธุรกิจชุมชนโตยั่งยืน LE Accelerators ตั้งเป้า 4.7 หมื่นราย ภายในปี’70
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จับมือกองทุนส่งเสริม ววน. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมกับมูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน
โชว์ผลสำเร็จ 7 ปีของกรอบวิจัย Local Enterprises (LE) ที่ปั้นเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านงาน “LEs EXPO – Local Enterprises Exposition 2026” ชูแนวคิด “THE 3Ea พลังงานเล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้”
หัวใจ GDP ไทย
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. ระบุว่า เศรษฐกิจฐานรากคือกลไกในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของ GDP ทั้งประเทศ เป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในทุกภูมิภาค
ทิศทางของ อว. จึงมุ่งดึงองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ผสานเข้ากับงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ธุรกิจชุมชนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ หรือที่เรียกว่า Local Growth Engine for Local Economy Growth ที่นำไปสู่การสร้าง Area-Based Economy เศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
จุดแข็งของธุรกิจชุมชนอยู่ที่บทบาทการเก็บเงินไว้ในพื้นที่ งานวิจัยชี้ว่าเงินที่ธุรกิจชุมชนใช้จ่ายกว่า 71% หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานคนในพื้นที่หรือการซื้อวัตถุดิบท้องถิ่น
อว. ต้องเร่งพัฒนา “LE Accelerators” เพื่อให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางตลาด และแหล่งเงินทุนแบบ วางเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมธุรกิจชุมชน 47,000 รายในปี 2570
รศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย LE เสริมว่า การขับเคลื่อนงานวิจัยชุดนี้อาศัยการทำงานคู่ขนานผ่านสองกลไกหลัก ได้แก่ เครือข่ายนักวิจัยด้านเศรษฐกิจชุมชนจาก 51 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และการลงพื้นที่ร่วมกับธุรกิจชุมชน 21,759 ราย
เครื่องมือที่ใช้ขับเคลื่อนแบ่งเป็น 3 ส่วนคือระบบเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชั่น และซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสร้างวินัยทางการเงินและบริหารจัดการเงินทุน ควบคู่กับระบบปฏิบัติการ “คน-ของ-ตลาด”

จากนั้น เกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกมส์เครื่องมือจำลองสถานการณ์ทำธุรกิจให้ใกล้เคียงความจริง สุดท้าย เกื้อกูลซูเปอร์โค้ช ทีมพี่เลี้ยงที่คอยประกบตลอดการพัฒนา เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2562
จากการติดตามผลตลอด 7 ปีพบว่า ธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสร้างรายได้รวมสูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างงานเป็นมูลค่า 3,024 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมแรงงาน 72,516 คน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 3,402 ล้านบาทต่อปี
รศ.ดร.บัณฑิตย้ำว่า งาน LEs EXPOจัดเพื่อตอกย้ำบทบาทธุรกิจชุมชนกลไกสร้างฝายชะลอเงินไม่ให้รายได้ไหลออกนอกพื้นที่ พร้อมกระจายรายได้และในงานได้นำเสนอสูตรสำเร็จที่ตกผลึกภายใต้ชื่อ “THE 3Ea” ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ 3E กรอบการเติบโตเชิงปฏิบัติการ, 5L ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก, 7C แนวทางออกแบบความร่วมมือ และ 9E ขั้นตอนการทำงาน 9 ขั้น
ศก.ฐานรากลดความเหลื่อมล้ำ
ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจฐานรากเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภารกิจหลักของ บพท. คือการผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกภูมิภาค เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบทั่วถึง (Inclusive Growth)
กลไกที่ บพท.ใช้ขับเคลื่อนคือกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้คนทำมาหากินในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และได้รับส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เขามองว่านี่คือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่วางวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดร.กิตติยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนของธุรกิจชุมชนไทยในอดีตว่า ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับรูปแบบสัมมาชีพดั้งเดิมที่เน้นผลิตเพื่อพึ่งพาตนเองหรือขายในวงแคบ แม้จะมีทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง แต่กลับขาดระบบบริหารจัดการธุรกิจที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถต่อกรกับตลาดยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มได้
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนด้วยแนวคิดที่ปฏิบัติได้จริง ผ่านโมเดล คน-ของ-ตลาด ที่ใช้บริบทพื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยเริ่มจากการพัฒนาคนให้มีทักษะพร้อมทำธุรกิจ ต่อด้วยการยกระดับของให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรท้องถิ่น สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ปิดท้ายด้วยการเชื่อมโยงตลาดผ่านข้อมูลลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหมุนเวียนเม็ดเงินในชุมชนและยกระดับผลิตภาพในพื้นที่อย่างยั่งยืน