เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
Economic รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
Politics รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
Automotive ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
Finance ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
Politics พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
Politics รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
Economic ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
World เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
Real Estate พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
ดูทั้งหมด

ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง

15 ก.ค. 2569 | 08:42น.

สัญญาณอันตรายโครงสร้างผลิต ส่งออก 5 เดือนพุ่ง 17% แต่อัตรากำลังการผลิตโรงงานไทยกลับชะลอตัว สะท้อนปัญหาธุรกิจไทยไม่ได้อานิสงส์ แบงก์ชาติเปิดข้อมูลส่งออกโตกระจุกในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ 87 ราย เน้นนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยต่ำ ผู้ว่าการฯ ธปท. ยอมรับธุรกิจเป็น K-shape เอสเอ็มอีลำบาก เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวจริงทยอยทรุดตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 โต 10.6% นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกมาขยายตัวถึง 17% อย่างไรก็ดีกลับพบว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 60.4% ล่าสุดพฤษภาคมอยู่ที่ 59.6% สะท้อนว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปได้ส่งผลต่ออัตราการผลิตของโรงงานต่าง ๆ โดยกำลังการผลิตยังทรง ๆ ทรุด อยู่ที่ระดับ 59-60% และมีอัตรากำลังการผลิตว่างถึง 40% ซึ่งหมายถึงการจ้างงานและรายได้ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ยังคงเปราะบาง 

ส่งออกโต-โรงงานไทยไม่ได้อานิสงส์

นอกจากนี้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายน 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การส่งออกขยายตัวสูงจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI รวมทั้งการขยายฐานการผลิตในไทย สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัว จากการขยายฐานการผลิตและการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี และดาต้าเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ดีจะพบข้อมูลว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่ราย และส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกที่เป็นบริษัทต่างชาติ โดยผู้ส่งออกรายใหญ่ 105 ราย (เป็นบริษัทต่างชาติ 87 ราย) คุมมูลค่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีถึง 85% ของมูลค่าส่งออกเทคโนโลยีทั้งหมด 

ขณะเดียวกันยังพบว่าแนวโน้มของผู้ส่งออกกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2561 อยู่ที่ 48%  ล่าสุดในปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) สัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงถึง 70% สะท้อนว่าการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content)  อยู่ที่เพียง 30% หมายถึงว่ามูลค่าเพิ่มหรือผลต่อเศรษฐกิจไทยต่ำมาก 

ธปท.ชี้ส่งออกโตกระจุก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2.3% ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่แย่ ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ทำให้เมื่อความเสี่ยงที่เกิดเร็วและบ่อยขึ้นเศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะช็อกทุกครั้ง

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมีทั้ง Productivity (ผลิตภาพ) ต่ำมาก เพราะไม่ได้ลงทุนมานานต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันขายของก็ลดลง เพราะไม่ได้มีอุตสาหกรรมที่แข็งแรงเหมือนเดิม ด้านกำลังแรงงานก็มีปัญหาสังคมสูงวัย คนหายไปจากระบบ รวมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำ

“คนจนก็จนมาก คนรวยก็รวยมาก ธุรกิจเป็น K-shape เอสเอ็มอีก็พังเลย เข้าไม่ถึงเงินทุน รายใหญ่ก็เข้าถึงเงินทุนมากเกินควร และถูกเกินควร เป็นปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรผ่านสถาบันการเงิน ที่ไปแย่งการจัดสรรกันให้กลุ่มใหญ่ ในปริมาณสูง ด้วยต้นทุนที่ต่ำเกินจริง ก็เลยเกิดกิจกรรมที่ได้เปรียบเอสเอ็มอี”

การส่งออกที่เติบโตสูงแต่มีความกระจุกตัว โดย ธปท.ประเมินว่าปีนี้ส่งออกจะโตถึง 14% หลังจากเดือนล่าสุดโต 19% เนื่องจากมีการลงทุนด้าน AI สูง   การส่งออกที่โตขับเคลื่อนหลักมาจากผู้ส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยี แต่เกือบทั้งหมดออกมาจากบริษัทใหญ่ประมาณ 105 บริษัท (คิดเป็น 1% ของบริษัทผู้ส่งออกเทคโนโลยีมูลค่า 85%) ซึ่งในจำนวนนี้มี 87 รายเป็นบริษัทต่างชาติ  

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุคนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และผสมผสานกับเครื่องมือใหม่ที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

ส่งออก

3 เหตุผลดัชนีผลผลิตไม่ขยับ

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้ตัวเลขส่งออกไทยครึ่งปีแรกมีแนวโน้มโตกว่า 20% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2% กว่า ๆ แต่มีข้อสังเกตว่า “ส่งออกพุ่ง” แต่ “ดัชนีผลผลิต” ไม่ขยับ จากปกติเมื่อส่งออกโตโรงงานต้องเดินเครื่องผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น แต่รอบนี้แปลกมาก เพราะดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม (Overall MPI) แทบจะเป็นเส้นตรงอยู่แถวระดับ 100 มาตลอด 2 ปีเต็ม ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามตัวเลขส่งออก

โดย 3 เหตุผลที่ทำให้ส่งออกโต แต่ประเทศไทยได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 1.กลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI  โดยกลุ่มนี้มีน้ำหนักในการคิดมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตไทยแค่ 3.3% เท่านั้น โดยมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานถึงคนไทยน้อยมาก จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก อีกประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขส่งออกเป็นการนับ “สินค้าที่ออกจากด่านศุลกากรไทย” แต่ไม่ได้บอกว่าของชิ้นนั้นเกิดขึ้นในโรงงานไทยจริง  ในยุคสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีข้อน่าสงสัยว่าสินค้าบางส่วนอาจวิ่งอ้อมมา “ผ่านทาง” ที่ไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐ (Transshipment) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับของแค่ผ่านด่าน แต่โรงงานไทยแทบไม่ได้เดินเครื่อง

ประเด็นสุดท้ายคือ ระหว่างที่สงครามภาษียังฝุ่นตลบและกำแพงภาษียังตั้งไม่เสร็จ ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจให้ “รีบส่งตอนนี้” ก่อนที่ประตูจะปิด ฝั่งสหรัฐเร่งสั่งของมาตุน ฝั่งผู้ผลิตก็เร่งดันของออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออกสวย ๆ ในวันนี้ จึงเป็นการยืมดีมานด์จากอนาคตมาใช้

เครื่องยนต์ตัวจริง “ทรุดตัว”

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย และจ้างแรงงานคนไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาวะทรุดตัว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่กว่า 10% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมดิ่งลงเหลือราว ๆ อยู่ที่ 85 (2024 = 100) ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล แม้จะมีสัญญาณดีขึ้นบ้าง ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์และพลาสติก แม้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะยังยืนเหนือเส้น 100 ได้ แต่ก็ไม่ได้แรงพอจะฉุดภาพรวมอุตสาหกรรมให้พุ่งทะยานได้

“สัญญาณเตือนว่าบุญเก่าจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยพึ่งพามา 30-40 ปีกำลังหมดอายุ ขณะที่เครื่องยนต์หลักทยอยเสียแรง เศรษฐกิจไทยก็คงโตได้เท่านี้ ยุทธศาสตร์ 2 เรื่องที่ต้องเร่งทำคือ  เร่งยกเครื่องและเปลี่ยนผ่านของเดิม และสร้างเครื่องยนต์ใหม่ โดยดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้ลงหลักปักฐานในไทยจริง ๆ เช่น ยกระดับภาคเกษตรไปสู่ Food Tech หรือภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลข FDI สวย ๆ แต่ต้องผูกเงื่อนไขให้มูลค่าเพิ่มตกในประเทศให้ได้ ทั้งการบังคับใช้ซัพพลายเออร์ในไทย การถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี และการตั้งศูนย์ R&D ในประเทศ”

“พึ่งนำเข้า-ต้นทุนพุ่ง” ฉุดรายได้

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ที่เรียกว่า K-Shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

อย่างไรก็ดีในจังหวะนี้อุตสาหกรรมไทยควรมองให้เป็นโอกาส เพราะถือว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางลดความรุนแรงลง แม้จะยังไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังมองว่าเป็นโอกาส คือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งมาจากความต้องการในตลาดต่างประเทศ และอุปสงค์บางส่วนภายในประเทศที่ยังขยายตัวได้ 

ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64% สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต  

ยกระดับสกัด “สวมสิทธิ์ส่งออก”

รายงานข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย เพื่อป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า โดยช่วง ต.ค. 68-มิ.ย. 69 ได้ร่วมกับกรมศุลกากรตรวจยึดสินค้าที่กระทำผิดกฎหมาย มูลค่ารวม 680 ล้านบาท

โดยเป็นสินค้าสวมสิทธิ 442.72 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ร่วมกับสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (US CBP)  เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังจากเดิม 49 รายการ ครอบคลุม 194 พิกัดศุลกากร เพิ่มเป็น 67 รายการ 274 พิกัดศุลกากร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด

พร้อมยกระดับระบบ ROVERS Plus สำหรับตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษก่อนออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O)  โดยในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไปสหรัฐรวม 3,485.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.08% พร้อมเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ตรวจจับความผิดปกติ และเพิ่มการตรวจสอบย้อนหลังภายหลังการออกหนังสือรับรอง

สำหรับผู้ประกอบการที่ตรวจพบการกระทำผิด จะถูกเพิกถอนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าขึ้นบัญชี Blacklist หรือ Watchlist และพิจารณาเพิ่มบทลงโทษ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SMEs ส่งออก