สคร. ชง คนร. ฟื้นฟู 3 รัฐวิสาหกิจ ชี้ 8 แห่งส่อควบรวม
สคร. ชง คนร. ฟื้นฟู 3 รัฐวิสาหกิจ ชี้ 8 แห่งส่อควบรวม ด้าน ขสมก. ปรับเป็นเช่ารถอีวี ลดค่าเชื้อเพลิง-ดูแลรักษา ลง 45% -คนร. นัดถกอีกครั้งปลายก.ย.
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจ 52 รัฐวิสาหกิจ ทำกำไร 37 รัฐวิสาหกิจ และนำส่งคลังราว 20 รัฐวิสาหกิจ โดยภาพรวมสถานะปีนี้ยังดี และจัดเก็บรายได้เกินเป้าราว 11%
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการได้ดี โดยสคร.เคยเสนอให้ทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างให้กระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาว่าควรปรับตัวอย่างไร เช่น ควบรวม ลดสัดส่วน หรือการปรับเปลี่ยนอื่นๆ ทั้งนี้ หลายๆ รัฐวิสาหกิจพยายามเร่งบริหาร โดยล่าสุดได้เสนอเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ราว 3 รัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในปลายเดือนก.ย.นี้
ขณะนี้ทบทวนบทบาทรัฐวิสาหกิจ 8 รัฐสาหกิจ ที่ศึกษาการควบรวม และเข้าแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 3 รัฐวิสาหกิจ เน้นรายได้ รายจ่าย เช่น ขสมก. ถ้าเช่ารถ ค่าเชื้อเพลิงและดูแลก็ดีขึ้น แต่ตามแผนคือ 3,000 คัน ตอนนี้มี 1,520 คัน ยังต้องใช้เวลา แต่ 8 ชื่อที่เคยเสนอไปคราวที่แล้ว ทุกคนก็ดีขึ้น พยายามทำให้ดีขึ้น เข้าคนร.แล้ว 3 จาก 8 รัฐวิสาหกิจ และกระทรวงเจ้าสังกัดต้องเห็นชอบด้วย” นายธิบดี กล่าว
นายธิบดี กล่าวว่า ความคืบหน้าแผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ขณะนี้มีแผนปรับเปลี่ยนโดยเช่ารถอีวีมาให้บริการจำนวน 3,000 คัน ตอนนี้มี 1,520 คัน เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าดูแลรักษาราว 45% เนื่องจากเป็นการเช่า ระยะเวลา 7 ปี คันละ 10 ล้านบาท เป็นไปตามกระบวนการสรรหาจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งสิ้นราวหมื่นกว่าล้านบาท “ถ้ามีรถอีวีจะลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ มีความหวังมากขึ้น แต่ไม่พอ เพราะต้องไป re-route กับกระทรวงคมนาคม”
ขณะที่แผนการฟื้นฟูกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นั้น คนร. ได้สั่งให้หน่วยงานเร่งกลับไปทำแผนมาเสนอใหม่ จากก่อนหน้านี้ได้เสนอมาแล้วราว 7 แผน เนื่องจากหลายประเด็นยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เช่น งบและกำไร ขณะเดียวกัน คนร. ก็ให้แนวทาง รฟท. ทำ Open Access กล่าวคือใช้ที่ดินให้มากขึ้น เพื่อหารายได้เพิ่ม เช่น การใช้ประโยชน์จากรางเพิ่มขึ้น โดยอาจจะเปิดให้เอกชนที่มีประสิทธิภาพมาเช่าราง การหาประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ
นอกจากนี้ กรณีการประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี ขาเข้าท่าอากาศยานนั้น เป็นไปตามมติเดิม กล่าวคือไม่ได้ยกเลิก เพียงแต่เลื่อน เนื่องจากผู้ประกอบการค้าปลีกในประเทศได้ขอร้องรัฐบาลไว้
สคร. มองว่าอะไรที่เป็นประโยชน์รัฐ เราเชื่อว่านี่ดีสุด และพิจารณาถี่ถ้วน เราไม่ได้เห็นตัวเลข แต่เราจะวางหลักของเราว่าจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด เคสนี้ที่เราไม่ได้ดูเพราะมันไม่ใช่ PPP มันเป็นการเช่าพื้นที่ เป็นการจัดซื้อจัดจ้าง” นายธิบดี กล่าว
นายธิบดี กล่าวถึงการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ว่า จาก 52 รัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดหากเศรษฐกิจดีขึ้นคือกลุ่มแบงก์ เพราะจะมีการซื้อขายมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่มีความเสี่ยงคือกลุ่มที่มีข้อผูกขาด ซึ่งต้องเตรียมตัว พร้อมกล่าวว่า สิ่งที่ สคร. ต้องปรับตัว หลังเซ็น FTA คือการแยกบัญชีเชิงสังคมกับเชิงพาณิชย์ให้ชัดเจน
