ทำไมการมี ‘เครือข่ายที่หลากหลาย’ คือทางรอด-สร้างโอกาสใหม่ในโลกธุรกิจยุคใหม่
ผลวิจัยย้ำชัด การอยู่ในสิ่งแวดล้อมด้วยผู้คนที่หลากหลายทั้งวัย สายงาน และมุมมอง ไม่เพียงสร้างความสุขและสุขภาวะที่ดี แต่ยังเป็นตัวเร่งในการเติบโตทางอาชีพ เพิ่มทักษะคิดวิเคราะห์ และช่วยตัดสินใจในธุรกิจได้อย่างแม่นยำ แนะองค์กร-คนทำงานเร่งทลาย Homophily เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันระยะยาว
ในโลกธุรกิจและการทำงานยุคปัจจุบัน “เครือข่ายคอนเนกชัน (Networking)” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโอกาสและความก้าวหน้า ทว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนทำงานมักตกอยู่ในภาวะ “Homophily” หรือการเลือกปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับกลุ่มคนที่มีลักษณะ ภูมิหลัง หรือแนวคิดที่คล้ายคลึงกับตนเอง ซึ่งอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาศักยภาพและการเติบโตทางธุรกิจ
ผลการศึกษารวบรวมจากสถาบันและงานวิจัยระดับโลกชี้ให้เห็นว่า “เครือข่ายที่มีความหลากหลาย” (Diverse Network) ทั้งในมิติของวัย เชื้อชาติ เพศ วุฒิการศึกษา ตลอดจนสายงาน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และสร้างความได้เปรียบในตลาดแรงงานและการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ยกระดับ Productivity และ สุขภาวะองค์กร
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences และ Psychological Science จากกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 75,000 คน ระบุไปในทางเดียวกันว่า บุคคลที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ผสมผสานระหว่างคนที่เหมือนและแตกต่างจากตนเอง จะมีระดับความสุข ความพึงพอใจในชีวิต และสุขภาวะทางอารมณ์สูงที่สุด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและการลดอัตราการลาออกในองค์กร
นอกจากนี้ งานวิจัยในวารสาร Psychological Science จากกลุ่มตัวอย่างเกือบ 25,000 คน ยังพบว่า การผสมผสานเครือข่ายระหว่างคนที่เหมือนและต่างจากตนเองส่งผลให้เกิดระดับความสุขที่สมดุลและดีที่สุด
การเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์
ความหลากหลายบังคับให้เราต้องผลักดันตนเองเพื่อเรียนรู้ แม้ธรรมชาติของมนุษย์มักดึงดูดเข้าหาผู้คนที่คิด คล้าย หรือมีบุคลิกเหมือนกัน (Homophily) แต่การแสวงหาผู้ที่มีมุมมอง ทักษะ และความคิดเห็นแตกต่างกลับเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาตนเอง
ในแง่การบริหารงาน ข้อมูลจากวารสาร Organization Science และ Organizational Behavior and Human Decision Processes ยืนยันว่า ทีมที่มีความหลากหลายสูงสามารถประสานงานและทำผลงานโดยรวมได้ดีกว่าทีมที่มีแนวคิดเหมือนกันทั้งหมด เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างช่วยท้าทายสมมติฐานเดิม ลด Blind Spots และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่รอบคอบและแม่นยำยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Drexel University ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การวิเคราะห์ และกรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ที่ได้จากการเปิดรับมุมมองใหม่ๆ คือคุณลักษณะหลักที่ผู้บริหารยุคใหม่ใช้พิจารณาการเลื่อนตำแหน่งและเติบโตในสายงาน
กลยุทธ์การสร้างคอนเนกชันหลากมิติ
สำหรับคนทำงานและผู้บริหารที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายให้เครือข่าย Fast Company ได้รวบรวมคำแนะนำ 3 แนวทางปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญไว้ดังนี้
- Out of Comfort Zone เข้าร่วมสมาคม กลุ่มสังคม หรือเซสชันอบรมต่างสายงานเพื่อเรียนรู้บริบทธุรกิจใหม่
- Inclusive Engagement สร้างวัฒนธรรมการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ เช่น Coffee Chat กับบุคลากรต่างแผนกหรือพนักงานใหม่
- Active Questioning เปิดใจรับฟัง ตั้งคำถามเชิงลึก และพร้อมปรับเปลี่ยนมุมมองเดิมเมื่อได้รับข้อมูลใหม่
การลงทุนเวลาและพลังงานเพื่อสร้างเครือข่ายที่หลากหลาย จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่