จับตา ‘Lark’ เจ้าของเดียวกับ TikTok เขย่าตลาดแพลตฟอร์ม AI Workspace
ถึงแม้การระบาดของโควิด-19 จะสร้างความบอบชํ้าให้กับภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ในทางกลับกันก็มีอีกหลายธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์การเติบโต หนึ่งในนั้นคือ “Workspace Platform” หรือแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานออนไลน์ ที่เข้ามาแก้เพนพอยต์ของคนทำงานในช่วง “กักตัว” ได้อย่างตรงจุด
และต่อให้สถานการณ์ของโรคระบาดจะคลี่คลายไปแล้ว แพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะวิถีชีวิตของผู้คนเข้าสู่ยุค “New Normal” หลายสิ่งไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม รวมถึงเข้าสู่โหมด “ไฮบริด” ผสมผสานการทำงานทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน
จากข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาด Market Research Future ระบุว่า มูลค่าตลาด AI in Workspace มีโอกาสเติบโตจาก 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.5 แสนล้านบาท) ในปี 2024 เป็น 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2035 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 24.9%
โดยผู้เล่นหลักของตลาดนี้ประกอบด้วย 1.ไมโครซอฟท์ (Microsoft) 2.กูเกิล (Google) 3.ไอบีเอ็ม (IBM) 4.เซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) เจ้าของสแลค (Slack) 5.SAP 6.ออราเคิล (Oracle) 7.อเมซอน (Amazon) และ 8.อะโดบี (Adobe)
เมื่อเจาะอินไซต์เป็นรายภูมิภาคจะเห็นว่า “อเมริกาเหนือ” ยังเป็นตลาดที่มีมูลค่ามากที่สุด สะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับโซลูชั่นนวัตกรรม ขณะที่ “เอเชีย-แปซิฟิก” ขึ้นแท่นภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะองค์กรต่าง ๆ เข้าสู่ช่วงทรานส์ฟอร์มด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูง
แน่นอนว่าโอกาสในภูมิภาค “เอเชีย-แปซิฟิก” ยังมีอีกมาก ทั้งสำหรับผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่ โดยผู้เล่นบางรายเริ่มส่งสัญญาณถึงการบุกตลาดอย่างจริงจัง นั่นคือ “ลาร์ค” (Lark) ในเครือไบต์แดนซ์ (Bytedance) เจ้าของเดียวกับติ๊กต๊อก (TikTok)
“โอลิเวียร์ อาดัม” ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก Lark กล่าวว่า ลาร์คเป็นแพลตฟอร์ม AI Workspace ที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่าง “มนุษย์” และ “เอไอ เอเจนต์” ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเวิร์กโฟลว์เบื้องหลังถูกเชื่อมต่อกันผ่านสถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Platform) และรวมการทำงานของแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว
ปัจจุบัน “ลาร์ค” ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำใน 190 ตลาดทั่วโลก เช่น Mr.DIY, Zus Coffee, GoTo, Traveloka และ POP MART เป็นต้น
“หลายปีที่ผ่านมาลาร์คได้เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานขององค์กรทั้งขนาดเล็กและใหญ่ทั่วโลก ทำให้เวิร์กโฟลว์โดยรวมลื่นไหลขึ้น ปูทางสู่การทำงานระยะไกล หรือ Remote Working ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ผู้บริหารของ Lark บอกด้วยว่า จุดแข็งของลาร์ค คือการสนับสนุนให้องค์กรเลิกใช้แอปยิบย่อยหลาย ๆ อย่าง และหันมาใช้แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งสะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ทั้งในแง่ของผลตอบแทนการลงทุน (ROI) และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานที่เข้าใจบริบทภาพรวมทั้งหมด และลงมือจัดการงานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนหน้าจอไปมา
“ผลสำรวจจากรายงาน The Paradox of Progress-Why a BrokenEmployee Experience is Sabotaging Adoption of AI in the Workplace ระบุว่า องค์กรที่เลิกใช้หลาย ๆ แอป และหันมาใช้แพลตฟอร์มที่เป็นระบบเดียวกัน มีผลลัพธ์การทำงานดีขึ้น โดย 90% บอกว่าทำงานไวขึ้นทันที และ 85% สามารถประหยัดงบฯ ได้มหาศาล”