เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัด รธน.
Politics ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัด รธน.
ราคาทองวันนี้ (28 ก.ย. 69) ร่วงลง 1,800 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ก.ย. 69) ร่วงลง 1,800 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
คกก.สรรหา กสทช. มีมติให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช.
Tech คกก.สรรหา กสทช. มีมติให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ประธาน กสทช.
‘มารวย’ ปักหลักฉะเชิงเทรา ลุยบ้านหรู-ไม่เล่นสงครามราคา
Real Estate ‘มารวย’ ปักหลักฉะเชิงเทรา ลุยบ้านหรู-ไม่เล่นสงครามราคา
ดีอี-อุตุ ปรับแผนสื่อสารเตือนภัยจากฝน เพิ่มช่องทางประชาชนติตตามพยากรณ์อากาศ
Tech ดีอี-อุตุ ปรับแผนสื่อสารเตือนภัยจากฝน เพิ่มช่องทางประชาชนติตตามพยากรณ์อากาศ
ITD ชงพาณิชย์ปรับเกมดึง FDI รับทุนเข้า AI-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic ITD ชงพาณิชย์ปรับเกมดึง FDI รับทุนเข้า AI-ดาต้าเซ็นเตอร์
Auto Pilot ลุยน้ำท่วมไม่เบรก จนสหรัฐต้องเรียกคืนระบบ 3,791 ชุด
News Auto Pilot ลุยน้ำท่วมไม่เบรก จนสหรัฐต้องเรียกคืนระบบ 3,791 ชุด
นวัตกรรม ‘จัตุรัสรับน้ำ’ เมืองร็อตเตอร์ดัม โซลูชันแก้น้ำท่วมจากเนเธอร์แลนด์
Real Estate นวัตกรรม ‘จัตุรัสรับน้ำ’ เมืองร็อตเตอร์ดัม โซลูชันแก้น้ำท่วมจากเนเธอร์แลนด์
4 เมืองนี้ มีพื้นที่หน่วงน้ํา ซ้อมลดเน็ตมือถือ ฟื้นทักษะออฟไลน์ รับมือน้ำท่วม
News 4 เมืองนี้ มีพื้นที่หน่วงน้ํา ซ้อมลดเน็ตมือถือ ฟื้นทักษะออฟไลน์ รับมือน้ำท่วม
‘มาร์ส’ มอบ 3 ล้านดอลล์ หนุนกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย
Economic ‘มาร์ส’ มอบ 3 ล้านดอลล์ หนุนกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย
ดูทั้งหมด

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัด รธน.

28 ก.ย. 2569 | 15:52น.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ มีมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความลับและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งศาลจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในเวลา 14.00 น.

บัตรแบ่งเขตเป็นความลับ

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย กรณีบัตรแบ่งเขตเลือกตั้งว่า บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดชุดข้อมูลในรหัส QR Code เป็นหมายเลขเล่ม ประกอบกับรหัส QR Code มีการกำหนดชุดข้อมูลการเข้ารหัสผ่านไว้ และเมื่อถอดรหัสแล้วปรากฏหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 20 ราย ทั้งนี้ กรณีรหัสกรณีรหัส QR Code สามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นกาลเฉพาะรายเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ราย ได้รับเปิดบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก

“ดังนั้น บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงฟังได้ว่ารหัส QR Code เป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกรณีปกติเป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง ดังนั้น รหัส QR Code ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงสืบค้นกลับ สืบทราบ ตลอดจนสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้”

บัตรบัญชีรายชื่อ ตรวจสอบย้อนกลับได้

ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏทั้งรหัส QR Code และรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การสแกนรหัส QR Code ด้านบนของบัตรเลือกตั้ง เป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ และต้องนำไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน และได้ข้อมูลมาเป็นหมายเลขเล่ม การสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดด้านล่างของบัตรเลือกตั้ง ปรากฏข้อมูลตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัส และไม่ต้องมีการถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลที่สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ซึ่งต้นขั้วปรากฏลำดับที่และลายมือชื่อของผู้มี มาใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น

จึงฟังได้ว่าบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้

เอกสาร 3 อย่างประกอบร่างยาก

คำวินิจฉัยของศาลยังระบุว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วมีมาตรการควบคุมการจัดเก็บอีกชั้นหนึ่ง ประกอบกับต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งที่จัดเก็บไว้คนละหีบที่รัดด้วยสายรัดเคเบิ้ลไทร์ ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ประกอบกับตามรายงาน สถานที่ และมาตรการป้องกันการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เอกสารแบบพิมพ์ และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สถานที่จัดเก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งอยู่ในสถานที่ราชการ

เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด สำนักงานเขต สถานีตำรวจ เป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงฟังได้ว่าการจัดเก็บเอกสารทั้งสามอย่างมีความปลอดภัยเพียงพอ และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า บุคคลภายนอกที่สังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้ง สามารถสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้งพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ในเวลานับคะแนนเลือกตั้ง บุคคลภายนอกสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสแกนบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วปรากฏหมายเลขบัตรซึ่งตรงกับหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลภายนอกจะจับคู่เอกสารทั้งสามอย่างเพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งได้มีทางเดียว คือบุคคลภายนอกรายนั้นต้องกระทำการร่วมกับ กปน. คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด จึงจะสามารถเข้าถึงต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในความครอบครอง และระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นการกระทำโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้

ประกอบกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีการจัดเก็บแยกจากกันอย่างเด็ดขาดคนละสถานที่ ภายใต้วิธีการที่บุคคลภายนอกจะเข้าถึงและรวบรวมเอกสารทั้งสามเข้าด้วยกันได้ยากยิ่ง จึงยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลภายนอกสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองได้ ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

“ดังนั้น จึงฟังได้ว่าการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่ปรากฏรหัสแท่งบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้อง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ โดยบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกร้องเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก”

มาตรการความลับแบบมีเงื่อนไข

“รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งและการเลือก ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐหรืออิทธิพล และวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง และการกระทำการทุจริตการเลือกตั้งในปัจจุบันมีวิธีการที่ซับซ้อนและแพร่ขยายกว้างขวางขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองเป็นอย่างยิ่ง อันทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง”

“เพราะฉะนั้น วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึง ความลับแบบมีเงื่อนไข ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพกับการควบคุมตรวจสอบ และดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 มิใช่ความลับโดยบริบูรณ์”

“ซึ่งการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนับตั้งแต่ในคูหาเลือกตั้ง ตลอดจนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเด็ดขาด เพราะรัฐมีความจำเป็นบางประการที่ต้องควบคุมตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันมิให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ที่อาจใช้เทคนิคหรือกลวิธีเพื่อปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือคะแนนเสียง ซึ่งนำไปสู่การบิดเบือนผลการเลือกตั้งให้เปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีกลไกป้องกันควบคุมในการรักษาความลับของการออกเสียงลงคะแนนที่รัดกุมเข้มงวด ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเลือกตั้งและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนจนเกินสมควรแก่เหตุ”

มติศาลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ที่มาคดีบาร์โค้ด

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้มีการสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตร จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลมีเดีย จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่มีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรจะนำไปสู่การรู้ตัวตนของผู้ลงคะแนน ซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และจะส่งให้การเลือกตั้งนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผ่านมาแค่เพียง 3 วัน ก็มีผู้ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวมากกว่า 10 คำร้อง 16 กุมภาพันธ์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้มีการชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการที่ กกต. พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต. ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน

ต่อมา 27 กุมภาพันธ์ หนังสือของ กกต.ที่ชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้งถึงมือผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทั่งวันที่ 10 มีนาคม

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีการประชุมเพื่อพิจารณา ให้ส่งเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการจัดการเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องการออกเสียงลงคะแนนโดยลับหรือไม่ และในวันที่ 13 มีนาคม ผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ

5 วันต่อมา 18 มีนาคม 2459 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายนภดล เทพพิทักษ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คนคือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาไต่สวนนานกว่า 6 เดือน มีการไต่สวนพยาน 5 ปาก ประกอบด้วย 1.นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2.นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

และที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังมอบหมาย ให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวน เผชิญสืบพยานหลักฐานนอกศาล ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง ที่ใช้สำหรับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

อดีตประธานเชื่อมีคำอธิบายสังคม

นคริทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เคยกล่าวไว้เมื่อยังดำรงตำแหน่งเป็นประธาน ว่า ตุลาการทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ

ดังนั้น หลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้น บัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน

“เชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบายให้สังคมไทยเข้าใจ โดยมากพอว่าการเลือกตั้งเป็นความลับหรือไม่ลับ ทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร”