ไทยเบฟ พัฒนาชุมชนยั่งยืนผนึกจุฬาฯ เชื่อมห้องเรียนสู่ท้องถิ่น
ไทยเบฟ จุฬา
โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกำลังเผชิญทางตันจากข้อจำกัดของโมเดลเดิม ๆ ที่กระจุกตัวอยู่ในรูปแบบกิจกรรมชั่วคราว และพึ่งพาตัวบุคคลหรือเงินงบประมาณ เมื่อสิ้นสุดโครงการหรือขาดผู้นำ ความต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานชุมชนจึงสูญสลายไป
บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ผนึกกำลังครั้งสำคัญลงนาม MOU กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนผ่าน “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ”
ขยายผลการพัฒนาเชิงพื้นที่ให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์สู่ประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และการเสริมสร้างศักยภาพคนในชุมชนให้เติบโตยั่งยืน

ภายใต้เป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ สร้างงานต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ ทั้งขยายผลสู่การพัฒนาระดับประเทศ
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เผยว่า สถิติการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจฐานรากที่ไทยเบฟเข้าร่วมเป็นแกนหลักตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ายอดจำหน่ายสินค้าชุมชน (OTOP) เติบโตดี
ในปี 2558 มียอดจำหน่าย 19,000 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยขณะนั้นอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1%
แต่หลังจากบูรณาการทำงานร่วมกันจนถึงปัจจุบันยอดจำหน่ายสินค้าชุมชนได้เติบโตในอัตราเร่งตัวเลขสองหลัก (Double Digits) ขยับขึ้นมาที่ 350,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มูลค่า GDP ของประเทศขยายตัวมาอยู่ที่ 18.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2% ของ GDP

ไทยเบฟจึงมุ่งผลักดันให้สัดส่วนเศรษฐกิจส่วนนี้เติบโตขึ้นเป็น 3%, 5% และ 10% ของ GDP ในอนาคต ผ่านกลไกใน 3 ภาคส่วนหลัก ประกอบด้วย ภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคบริการ
นายฐาปนกล่าวอีกว่า ไทยเบฟดำเนินโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช 2569-2570 ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ระดับอำเภอทั่วประเทศ 928 บริษัท
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น และร่วมพัฒนายกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ มาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น
ที่ผ่านมาไทยเบฟทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ผ่านโครงการพัฒนาชุมชนมาตั้งแต่ปี 2558 โดยจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมครบทั้ง 76 จังหวัด และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย จำกัด แต่ข้อจำกัดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ ในระดับอำเภอยังมีความพร้อมไม่เท่ากัน การลงลึกไปขับเคลื่อนจะช่วยสร้างความเชื่อมโยง ทำให้อำเภอแข็งแกร่งมากขึ้น
“ที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนกิจกรรมให้เป็นกิจการ เนื่องจากสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ ทำเป็นประจำ หากไม่ได้ถูกวางรูปแบบโครงสร้างและไม่เสร็จสิ้นในสถานะองค์กรหรือนิติบุคคล ระบบจะติดอยู่กับตัวบุคคล”
โครงสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม 928 อำเภอ จะเป็นแพลตฟอร์มกลางในการบริหารจัดการข้อมูลและพัฒนาสมรรถภาพของชาวบ้าน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สอดรับกับเกณฑ์ชี้วัดในระดับระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank Summit ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ได้เป็นแหล่งความรู้แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งของการสร้างประสบการณ์จริงในการลงพื้นที่ช่วยเหลือท้องถิ่น
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษากับศักยภาพของภาคเอกชน ที่จะสร้างกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่
การนำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และบริหารจัดการในด้านการผลิต การค้า และบริการ ไปถ่ายทอดให้กับคนในพื้นที่ นำไปประยุกต์พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในระดับอำเภออย่างเหมาะสม พร้อมติดตามให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด สามารถวัดผลและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ดั่งปณิธานที่ว่า “เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”
ความร่วมมือครั้งนี้ จุฬาฯ พร้อมส่งเสริมและส่งเยาวชน นิสิตลงไปลุยงานกับชุมชนทุกอำเภอทั่วประเทศ บนพื้นฐานการรู้รักสามัคคี ที่เปรียบเสมือน “เสาหลักสามัคคี” ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
“จุฬาฯ มีแนวคิดปรับเปลี่ยนทรรศนะการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำเลสำคัญ ๆ ใจกลางกรุง ทั้งพื้นที่ของสยามสแควร์ และพื้นที่ของอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ จะไม่เน้นเฉพาะการใช้สอยในเชิงพาณิชย์ แต่จะปรับปรุงให้เป็นพื้นที่แสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่เข้มแข็งจากทั่วประเทศไทย”