‘บรรยง’ ชี้ไทยไร้ประชาธิปไตย-ทุนนิยมแท้จริง ปลุก ‘สามัญชน’ รีดความสามานย์ออกจากระบบ
‘บรรยง พงษ์พานิช’ ชำแหละความบิดเบี้ยวโครงสร้างไทย ชี้ ‘สามัญชน-ประชาธิปไตย-ทุนนิยม’ คือเรื่องเดียวกัน เตือนหากปล่อยให้เสรีภาพและการแข่งขันขาดหาย ประชาธิปไตยจะเหลือเพียงพิธีกรรม ส่วนทุนนิยมกลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ และลดทอนคนธรรมดาเป็นแค่ผู้ชมในประเทศตัวเอง ลั่นถึงเวลาสามัญชนลุกขึ้นกู้ระบบที่ถูกต้อง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานปาฐกถา สุภา ศิริมานนท์ ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “สามัญชนและประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม” โดยมี นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นองค์ปาฐกพิเศษ ซึ่งเนื้อหาของปาฐกถาในครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเศรษฐกิจและการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการชำแหละโครงสร้างความบิดเบี้ยวของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสียงเตือนและปลุกให้คนธรรมดาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงระบบ
นายบรรยง ระบุว่าการขึ้นเวทีปาฐกถาครั้งนี้ เนื่องจากตนเองเป็นนักธุรกิจการเงินมาตลอดชีวิต และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้อยคนในประเทศนี้ที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าชื่นชมในระบอบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่ในขณะที่ ‘นายสุภา ศิริมานนท์’ เป็นผู้บุกเบิกความรู้ด้านสังคมนิยมและมาร์กซิสต์อย่างเข้มข้นในสังคมไทย ซึ่งคำว่าทุนนิยมในบริบทสังคมไทยนั้น มักจะถูกมองว่าเป็นคำหยาบที่หมายถึงการเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ และมักถูกเรียกรวมกันว่าเป็น “ทุนนิยมสามานย์” เสมือนหนึ่งว่าทุนนิยมทุกประเภทต้องมีความชั่วร้ายไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม นายบรรยงชี้ให้เห็นว่าความสวยงามและมหัศจรรย์ของวิชาสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์คือความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ของตัววิชาการเอง โดยในปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์หรือระบอบการปกครองแบบใดในโลก ที่สามารถนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงและยั่งยืน หรือสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสงบสุขอย่างไร้การเบียดเบียนได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกบริบทและทุกห้วงเวลา ปาฐกถาในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์สถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับภาวะปัจจุบันของประเทศไทย
ถอดรหัส 3 คำนิยาม: ‘สามัญชน-ประชาธิปไตย-ทุนนิยม’
ในการจำกัดขอบเขตเนื้อหา นายบรรยงได้หยิบยกคำสามคำขึ้นมาวิเคราะห์ ได้แก่ “สามัญชน” “ประชาธิปไตย” และ “ทุนนิยม” ซึ่งในความรับรู้ของคนทั่วไปมักจะรู้สึกว่าสามคำนี้อยู่กันคนละโลกและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยคนธรรมดามักมองว่า สามัญชนคือกลุ่มคนปกติที่ต้องใช้ชีวิต ทำงาน สุจริต จ่ายภาษี ดูแลครอบครัว และพยายามเอาตัวรอดในแต่ละวัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่มีสิทธิ์บางอย่างเหนือคนทั่วไป โดยไม่ได้พิจารณาจากเรื่องฐานะแต่เพียงอย่างเดียว
ส่วนคำว่าประชาธิปไตยก็มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง การอภิปราย หรือความวุ่นวายและการประท้วงที่ปรากฏในข่าว ขณะที่ทุนนิยมถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรวย นายทุน ธนาคาร ตลาดหุ้น บริษัทใหญ่ และคนที่มีเงินมากพอที่จะปล่อยให้เงินทำงานแทนตัวเองได้ ซึ่งคนจำนวนมากมักคิดว่าหน้าที่ของตนเองมีเพียงแค่ทำงาน หาเงิน จ่ายภาษี และไปเลือกตั้งตามกำหนดเวลา แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองในการบริหารประเทศ
แต่นายบรรยงได้เน้นย้ำว่าความเชื่อเหล่านั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยม แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน และปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ สังคมไทยไม่ได้พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในประชาธิปไตยที่แท้จริง และไม่ได้พยายามเพียงพอที่จะอยู่ในทุนนิยมที่ดี โดยข้อความหลักที่ต้องการชวนให้ทุกคนคิดร่วมกันคือ มีแต่สามัญชนอย่างพวกเราเท่านั้นที่จะสามารถเอาความสมบูรณ์และความถูกต้องกลับคืนมา และสมควรอย่างยิ่งที่จะลุกขึ้นมาจัดการให้เป็นเช่นนั้น
“หากเสรีภาพในการเลือกและการแข่งขันขาดหายไป ประชาธิปไตยจะหลงเหลืออยู่เพียงแค่พิธีกรรม ทุนนิยมจะกลายเป็นเพียงระบบอภิสิทธิ์ และสามัญชนจะถูกลดทอนบทบาทให้เป็นเพียงผู้ชมในประเทศของตนเอง”
นายบรรยงได้อ้างอิงถึงคำกล่าวของ วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) ที่พูดไว้ในสภาอังกฤษเมื่อปี 1947 หลังจากที่ตนเองแพ้เลือกตั้งว่า ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่แย่ที่สุด หากไม่รวมรูปแบบอื่นทั้งหมดที่มนุษย์เคยทดลองมาแล้ว ซึ่งคำกล่าวนี้สามารถนำมาขยายความสู่ระบบทุนนิยมได้เช่นกันว่า ทุนนิยมอาจเป็นระบบเศรษฐกิจที่แย่ที่สุด หากไม่นับรวมระบบอื่นทั้งหมดที่มนุษย์เคยลองมา เพราะในความเป็นจริงทุนนิยมก็มีความไม่สมบูรณ์ สามารถสร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างผู้แพ้ เกิดภาวะตลาดล้มเหลว เปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มกอบโกยผลประโยชน์เกินควร และลดทอนคุณค่าของมนุษย์ให้ถูกวัดด้วยตัวเลขผลผลิต กำไร หรือราคาหุ้น
แต่คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าทุนนิยมสมบูรณ์แบบหรือไม่ หากแต่เป็นการเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นในโลกจริงว่ามีระบบใดที่ทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์จากการแยกตัวทางระบบเศรษฐกิจของค่ายหลังม่านเหล็กที่หันไปใช้ระบบเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์ในช่วงสงครามเย็นได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปฏิเสธระบบตลาด และไม่ยอมให้มีเสรีภาพในการแข่งขันนั้น ต่อให้มีอุดมการณ์ที่ดีอย่างไรก็ไม่สามารถสร้างผลผลิตและนวัตกรรมได้เพียงพอ เนื่องจากผู้คนในระบบเอาแต่รอส่วนแบ่งมากกว่าจะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าสังคมต้องบูชาทุนนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ตรงกันข้าม สังคมจำเป็นต้องวิจารณ์ทุนนิยมอย่างจริงจังบนฐานของความเป็นจริง
อย่าติดกับดักความคิด นำ ‘ระบบจริงที่บิดเบี้ยว’ ไปเทียบ ‘ระบบในฝัน’
กับดักทางความคิดที่อันตรายที่สุดในสังคมไทยคือการนำ “ระบบจริงที่บิดเบี้ยว” ไปเปรียบเทียบกับ “ระบบทางเลือกในจินตนาการที่สมบูรณ์แบบ” เช่น การนำประชาธิปไตยจริงที่มีนักการเมืองแย่ ๆ ไปเปรียบเทียบกับระบอบเผด็จการในฝันที่มีผู้นำฉลาด เมตตา ไม่โกง ยอมลงจากอำนาจเอง และหลงเชื่อไปจนถึงว่าทายาทผู้สืบทอดอำนาจจะยังคงฉลาด เมตตา และซื่อสัตย์เช่นเดิม หรือการนำทุนนิยมจริงที่มีนายทุนผูกขาดไปเทียบกับสังคมนิยมในฝันที่ทุกคนมีความเท่าเทียม ขยัน ซื่อสัตย์ และปราศจากการคอร์รัปชันของรัฐ
แต่นายบรรยงชี้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงต้องเปรียบเทียบของจริงกับของจริง ประชาธิปไตยจริงต้องเทียบกับเผด็จการจริง ทุนนิยมจริงต้องเทียบกับเศรษฐกิจรวมศูนย์จริง และมนุษย์จริงต้องเทียบกับมนุษย์จริง ไม่ใช่มนุษย์ในตำรา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเช่นนั้น ประชาธิปไตยและทุนนิยมยังคงเป็นระบบที่ดีกว่า ไม่ใช่เพราะความสมบูรณ์แบบ แต่เป็นเพราะทั้งสองระบบนี้ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ จึงมีการออกแบบกลไกให้สามารถแก้ไขเยียวยาตัวเองได้
โครงสร้างของประชาธิปไตยและทุนนิยมมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก โดยประชาธิปไตยทำหน้าที่มอบเสรีภาพทางการเมืองให้แก่ประชาชน ผ่านการสิทธิ์ในการเลือกผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล และปฏิเสธอำนาจเดิม ขณะที่ทุนนิยมมอบเสรีภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน ผ่านสิทธิ์ในการเลือกซื้อ เลือกลงทุน เลือกทำงาน เลือกประกอบธุรกิจ และปฏิเสธผู้ผลิตรายเดิม ในมิติทางการเมือง ประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีหลายพรรค หลายนโยบาย และหลายวิสัยทัศน์ เช่นเดียวกับในมิติทางเศรษฐกิจที่ทุนนิยมต้องมีสินค้าที่หลากหลาย มีผู้ผลิตจำนวนมาก มีระดับราคาที่แตกต่าง และมีโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย อีกทั้งประชาธิปไตยต้องการการแข่งขันของนักการเมืองในด้านนโยบาย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการบริหารจัดการ ในขณะที่ทุนนิยมก็ต้องการการแข่งขันของบริษัทในด้านคุณภาพ ราคา นวัตกรรม และความเข้าใจในตัวลูกค้า
“หากประชาชนมีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่มีข้อมูล ไม่มีสื่อเสรี และไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สิทธิ์ในการเลือกนั้นย่อมกลายเป็นเพียงภาพลวงตา และหากผู้บริโภคมีสิทธิ์ซื้อสินค้า แต่ตลาดถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่ราย สิทธิ์ในการเลือกซื้อนั้นก็ย่อมกลายเป็นภาพลวงตาด้วยเช่นกัน ปัญหาของไทยในปัจจุบันไม่ใช่การมีประชาธิปไตยหรือทุนนิยมมากเกินไป แต่เป็นเพราะเรามีประชาธิปไตยและทุนนิยมที่แท้จริงน้อยเกินไป”
ชำแหละตลาดการเมืองล้มเหลว: กีดกันพรรคใหม่-ข้อมูลไม่ตรงปก-กลุ่มอำนาจร่วมมือฮั้วผลประโยชน์
นายบรรยงได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านหนังสือ 3 เล่ม เล่มแรกคือ Capitalism, Socialism and Democracy (1942) ของ Joseph Schumpeter ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาและไม่โรแมนติก โดยชี้ว่าประชาธิปไตยไม่ได้ทำงานจากเจตจำนงสูงสุดร่วมกันของสังคมก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากในสังคมปัจจุบันที่มีความหลากหลายเป็นไปไม่ได้ที่จะหาฉันทามติร่วมกันเจอ ทุกคนต่างมีวาระของตนเอง Schumpeter จึงเสนอว่า ประชาธิปไตยแท้จริงแล้วคือ “ตลาดการเมือง” ที่เปลี่ยนภาพของสามัญชนจากผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่นที่มีพลัง โดยเปรียบเทียบว่าประชาชนคือผู้บริโภคที่เลือกซื้อนโยบายจากนักการเมืองที่เป็นผู้ประกอบการ โดยมีนโยบายเป็นสินค้า คะแนนเสียงทำหน้าที่แทนเงิน และพรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นบริษัท ซึ่งผู้บริโภคทางการเมืองจะเป็นผู้เล่นที่ตัดสินว่าบริษัทใดจะอยู่รอดหรือล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเมืองก็สามารถเผชิญกับ “ภาวะตลาดล้มเหลว” ได้เช่นเดียวกับตลาดสินค้า ผ่านการผูกขาด การรับรู้ข้อมูลที่ไม่เท่ากัน และการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ ซึ่งนายบรรยงได้สรุปความล้มเหลวของตลาดการเมืองไทยออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:
1.อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด: แม้กฎหมายจะเปิดให้ตั้งพรรคการเมืองง่าย แต่ในทางปฏิบัติการเมืองต้องใช้ทุนและบุคลากรสูง หากกติกาถูกออกแบบเพื่อสร้างความได้เปรียบให้พรรคเดิม หรือองค์กรอิสระที่เป็นกรรมการไม่มีความเคร่งครัดในความไม่เป็นกลาง ตลาดการเมืองย่อมไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง
2.ความล้มเหลวของข้อมูลข่าวสาร การรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็น หากสื่อถูกควบคุม ข้อมูลของรัฐไม่เปิดเผย และระบบการศึกษาไม่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ นโยบายการเมืองจะกลายเป็นการตลาดที่ขายความฝันโดยไม่มีการตรวจสอบตัวเลข ส่งผลให้ผู้บริโภคทางการเมืองได้รับสินค้าที่ไม่ตรงปก
3.ระบบพวกพ้องหรือการผูกขาดทางการเมือง : เกิดขึ้นเมื่อพรรคการเมือง ธุรกิจขนาดใหญ่ ระบบราชการ และกลุ่มอำนาจนอกระบบจับมือกันแบ่งเค้กผลประโยชน์ บนเวทีอาจโต้เถียงกันรุนแรง แต่เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์โครงสร้าง การปฏิรูปอำนาจ หรือการทลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายกลับพร้อมใจกันเงียบ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดการเมืองไม่ได้แข่งขันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอีกต่อไป
นอกจากนี้ Schumpeter ยังระบุว่าประชาธิปไตยจะทำงานได้ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือผู้นำการเมืองต้องมีความสามารถในการบริหาร เข้าใจเศรษฐกิจและสังคม และขอบเขตของการเมืองต้องถูกจำกัด บางเรื่องต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และมาตรฐานวิชาชีพ โดยที่ข้าราชการเทคโนแครต นักเศรษฐศาสตร์รัฐ นักกฎหมายของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และธนาคารกลาง ต้องมีความเป็นอิสระและกล้าที่จะทักท้วงฝ่ายการเมืองเพื่อรักษาเสถียรภาพระยะยาวของประเทศ
เจ้าตลาดเดิมบิดเบือนกติกาปกป้องตัวเอง โยนความเสี่ยงให้ประชาชน
หนังสือเล่มที่สองคือ Saving Capitalism from the Capitalists ของ Raghuram Rajan และ Luigi Zingales ซึ่งให้มุมมองเชิงลึกว่า ศัตรูตัวจริงของระบบทุนนิยมไม่ใช่นักสังคมนิยมหรือแรงงาน แต่คือ “นายทุนที่ประสบความสำเร็จแล้วและไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแข่งขัน” โดยนายทุนเหล่านี้มักชื่นชอบตลาดเสรีและการเปิดกว้างเมื่อตนเองยังเป็นผู้ท้าชิงแต่เมื่อตนเองกลายเป็นเจ้าตลาดผู้ถือครองอำนาจเดิม กลับต้องการให้ตลาดเสรีน้อยลง และพยายามเรียกร้องให้รัฐออกกฎระเบียบที่ซับซ้อนจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ เพื่อปิดประตูสกัดกั้นคู่แข่งรายใหม่
ทุนนิยมที่แท้จริงต้องการการเข้าสู่ตลาดอย่างเสรีและการออกจากตลาดอย่างเสรี ทุนต้องไหลไปสู่ผู้ที่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจมากที่สุด นายบรรยงชี้ว่าสังคมต้องจำแนกรูปแบบทุนนิยมให้ชัดเจน โดยได้แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 3 รูปแบบเพื่อความง่ายในการพิจารณา ได้แก่ ธุรกิจที่ค้ากับโลก ธุรกิจที่ค้ากับเราภายในประเทศ และธุรกิจที่ค้ากับรัฐ โดยทุนนิยมที่ดีควรเป็นธุรกิจที่ค้ากับโลกหรือค้ากับเราอย่างเสรี เนื่องจากต้องแข่งขันด้วยนวัตกรรม คุณภาพ และราคาเพื่อตอบสนองลูกค้า
“ในระบบทุนนิยมพวกพ้อง ผู้ที่ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่คือคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ความเสี่ยงทางธุรกิจจะถูกโยกย้ายมาให้ประชาชนแบกรับ แต่กำไรจะถูกจัดเก็บไว้โดยเอกชนบางกลุ่ม ซึ่งต้นทุนทั้งหมดนี้สามัญชนต้องเป็นผู้จ่ายผ่านค่าครองชีพที่สูงเกินจริง และสนามแข่งขันของลูกหลานที่เอียงกระเท่ตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา”

เปิดดาต้า SET100 ขุมทรัพย์แสนล้าน: 1 ใน 3 รายได้มาจาก ‘ค้ากับรัฐ’
นายบรรยงได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติจากการสำรวจบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 100 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET100) พบดาต้าที่น่าตกใจว่า
- รายได้ของบริษัท 1 ใน 3 มาจากการค้ากับรัฐ
- อีก 1 ใน 3 มาจากการค้าภายในประเทศ (ค้ากับเรา)
- มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มาจากการค้ากับโลก (Tradable)
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มธุรกิจที่ค้ากับรัฐกลับเป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทรัพยากรและบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศจะไหลไปสู่ธุรกิจประเภทนี้ และทำให้คำว่าคอนเนกชั่นกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จนทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นระบบทุนนิยมพวกพ้อง หรือทุนนิยมสามานย์ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์คือระบบที่ช่วยให้พรรคพวกได้เปรียบคนทั่วไป และกลุ่มเจ้าตลาดเดิมจำเป็นต้องกีดกันผู้เล่นหน้าใหมอยู่ตลอดเวลา อาการติดหล่มนี้ยังครอบคลุมไปถึงระบบการเมืองและระบบราชการที่ไม่สามารถปฏิรูปได้ เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจในการปฏิรูปปรับเปลี่ยนกติกาก็คือผู้ที่ประสบความสำเร็จและได้ประโยชน์จากระบบเดิม พวกเขาจึงเชื่อว่าระบบที่เป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว ทำให้ผู้ที่สำเร็จมาโดยชอบธรรมกลายเป็นแนวร่วมในการรักษาระบบที่บิดเบี้ยวไว้โดยไม่รู้ตัว
“เมื่อดูข้อมูลจากข้อมูลบริษัทใหญ่ 100 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เชื่อไหมว่ารายได้ของบริษัท 1 ใน 3 มาจากการทำการค้ากับรัฐ และเป็นกลุ่มที่มีกำไรสูงสุด มหาเศรษฐีไทยมาจากกลุ่มนี้มากที่สุด ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคำว่า ‘คอนเนกชั่น’ จึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ธุรกิจต้องมี นี่คือทุนนิยมพวกพ้อง ไปเอาเปรียบคนที่ไม่ใช่พวก ด้วยเหตุนี้ผู้เล่นเดิม ยิ่งต้องกีดกันผู้เล่นรายใหม่เสมอ และต้องกีดกันไม่ให้ใครเข้าไปเป็นพวกกับผู้มีอำนาจด้วย เพราะถ้าทุกคนเป็นพวก ก็ไม่รู้จะช่วยใคร ไม่รู้จะเอาเปรียบใคร”
ความต่างของ ‘สถาบันแบบเปิดกว้าง’ กับ ‘สถาบันสกัดรีด’ หน้าดินสถาบันพัง ชาติไม่มีวันมั่งคั่งยั่งยืน
สำหรับทางออกของปัญหานี้ นายบรรยงได้อธิบายผ่านหนังสือเล่มที่สามคือ Why Nations Fail ของ Daron Acemoglu และ James Robinson ซึ่งชี้ว่าความมั่งคั่งหรือความยากจนของประเทศไม่ได้ถูกกำหนดโดยภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม หรือโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสถาบัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- สถาบันแบบเปิดกว้าง: สถาบันที่กระจายโอกาส คุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีกฎหมายที่เป็นธรรม มีการแข่งขันเสรี ตรวจสอบอำนาจรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้คนธรรมดาอยากลงทุนและสร้างสรรค์สิ่งใหม่
- สถาบันแบบดึงรั้ง/สกัดรีด : ทำหน้าที่ดูดซับทรัพยากรจากคนส่วนใหญ่ไปให้กลุ่มคนส่วนน้อย คุมกติกาเพื่อประโยชน์ของตนเอง และปิดกั้นโอกาสของคนข้างล่าง
ประชาธิปไตยที่ดีคือสถาบันทางการเมืองแบบเปิดกว้าง และทุนนิยมที่ดีคือสถาบันทางเศรษฐกิจแบบเปิดกว้าง ซึ่งทั้งสองระบบต้องการเติบโตบนหน้าดินของหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และระบบยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ หากหน้าดินนี้พังทลาย ประชาธิปไตยจะกลายเป็นประชานิยมหรือเผด็จการอำนาจนิยมผ่านการเลือกตั้ง และทุนนิยมจะกลายเป็นทุนนิยมผูกขาด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขดัชนีชี้วัดของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยพิจารณาดัชนีเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่งคั่ง การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เทียบกับคุณภาพสถาบันพื้นฐาน 5 ด้าน พบข้อเท็จจริงว่าประเทศที่มีรายได้สูงยั่งยืนล้วนมีสถาบันที่แข็งแกร่งใน 5 มิติ ประกอบด้วย:
ด้านแรก หลักนิติธรรมที่กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ศาลน่าเชื่อถือ กติกาไม่ถูกเปลี่ยนกลางเกม
ด้านที่สอง การควบคุมคอร์รัปชัน เพราะคอร์รัปชันคือภาษีเถื่อนที่ทำลายระบบการแข่งขัน ด้านที่สาม คุณภาพของประชาธิปไตย ที่สร้างกลไกความรับผิดชอบ
ด้านที่สี่ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ที่เปิดโอกาสให้ตลาดเกิดการแข่งขัน
และด้านที่ห้า ระบบการศึกษา ที่สร้างทุนมนุษย์และส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ หากการศึกษาล้มเหลว ประชาธิปไตยจะกลายเป็นตลาดของอารมณ์ และทุนนิยมจะกลายเป็นเพียงตลาดแรงงานค่าแรงต่ำ
ดัชนีสถาบันไทยร่วง ตอกย้ำภาพหลุมพราง ‘กับดักรายได้ปานกลาง’
เมื่อพิจารณาตำแหน่งของประเทศไทยในปัจจุบัน ประเทศไทยติดอยู่กับดักรายได้ปานกลาง มานานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาตัวเลข GDP แต่มันคืออาการของสังคมที่สถาบันเชิงโครงสร้างไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะพาประเทศไปสู่ขั้นต่อไป โดยประเทศไทยมีลักษณะอยู่ตรงกลางในทุกมิติ คือไม่จนพอจะเปลี่ยนเพราะความสิ้นหวัง แต่ไม่รวยพอจะสบาย ไม่เผด็จการเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ประชาธิปไตยเต็มใบ และไม่ใช่ตลาดแข่งขันจริง ทว่าสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงสถาบันทั้ง 5 ด้านเทียบกับนานาชาติในระยะหลัง อันดับของประเทศไทยกลับถดถอยลงอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ:
- ดัชนีประชาธิปไตย: ร่วงลงจากอันดับที่ 80 มาอยู่ที่ 114
- ดัชนีรับรู้การทุจริต: ไหลลงจากอันดับที่ 75 มาอยู่ที่ 116
- ด้านการศึกษา: ถดถอยจนตามหลังเกือบทุกประเทศในภูมิภาค รวมถึง สปป.ลาว
- หลักนิติธรรม: จากเคยอยู่อันดับที่ 50 ตกต่ำลงไปกว่าอันดับที่ 80
สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทยมีลักษณะเป็นสถาบันแบบสกัดรีด นายบรรยงจึงสรุปนิยามปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยออกมาเป็นโควทคำคม 5 ประโยคสั้น ๆ ที่บาดลึกว่า :
“ปัญหาของเราคือ ประชาธิปไตยไม่จริง ชิงกันโกง ทางโล่งทุนใหญ่ ไม่ใฝ่การเรียน และเซียนคุมศาล”
บทเรียนประวัติศาสตร์โลก: ไม่มีประเทศไหนได้กติกาที่ดีมาฟรี ๆ หาก ‘สามัญชน’ ยอมจำนน
นี่คือเหตุผลสำคัญที่สังคมไม่สามารถแยกเรื่องสามัญชน ประชาธิปไตย และทุนนิยมออกจากกันได้ เพราะหากสามัญชนไม่ปกป้องประชาธิปไตย ทุนนิยมจะถูกยึดครองโดยนายทุนที่ไม่อยากแข่งขัน และหากสามัญชนไม่ปกป้องทุนนิยมแบบแข่งขัน ประชาธิปไตยจะถูกยึดโดยกลุ่มทุนที่ใช้เงินซื้ออำนาจ และหากปราศจากการปกป้องสถาบัน ทั้งสองระบบจะหลงเหลืออยู่เพียงแค่ชื่อ ความไม่สมบูรณ์แบบของระบบที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่หลักฐานว่าระบบใช้ไม่ได้ แต่เป็นหลักฐานว่าสังคมไทยยังเดินไปไม่สุดทาง
การเห็นนักการเมืองแย่ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้การเลือกตั้งมีการแข่งขันที่แท้จริงและโปร่งใส การเห็นทุนผูกขาดไม่ได้แปลว่าต้องเลิกใช้ระบบตลาด แต่ต้องเปิดตลาดและลดกำแพงกฎหมายที่ปกป้องเจ้าตลาดเดิม สังคมไทยต้องไม่ยอมเลือกทางลัดเชิงอำนาจที่แลกความสงบกับความเงียบ หรือแลกความเท่าเทียมกับความขาดแคลน สถาบันที่แข็งแกร่งของประเทศพัฒนาแล้วล้วนผ่านกระบวนการเรียนรู้ ล้มแล้วซ่อม ผิดแล้วแก้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดครั้งต่อไปทำลายประเทศ
‘ไม่ต้องรังเกียจทุนนิยม แต่ต้องเอาออกจากความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทย’
นายบรรยงบรรยง กล่าวเน้นย้ำว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระเบียบวิธีของระบอบประชาธิปไตยหรือระบบทุนนิยมที่แท้จริง และมีเพียงพลังของ “สามัญชน” เท่านั้นที่จะสามารถทวงคืนระบบที่ถูกต้องเหล่านี้กลับมาได้
โดยในการนิยามความหมายของการทวงคืน “ประชาธิปไตย” นั้น นายบรรยงชี้ว่า ไม่ใช่การถอดใจหรือหันหลังให้กับการลงคะแนนเสียง แต่เป็นการยกระดับให้การเลือกตั้งมีเสถียรภาพและมีความหมายอย่างแท้จริง ผ่านการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้พ่ายแพ้ยอมรับในกติกา ขณะที่ผู้ชนะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับการกู้คืนความเชื่อมั่นของสถาบันตุลาการและองค์กรอิสระ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ตั้งคำถามได้อย่างเสรี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคประชาชนว่า เสียงของทุกคนมีพลังในการกำหนดทิศทางประเทศ
ขณะที่การทวงคืน “ระบบทุนนิยม” นายบรรยงระบุว่า ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์หรือเข้าข้างกลุ่มทุนใหญ่ แต่คือการเปิดประตูสู่ตลาดเสรีที่เอื้อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเท่าเทียม โครงสร้างการผูกขาดต้องถูกท้าทายเพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) เติบโต มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังเพื่อรักษาผลประโยชน์และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ตลอดจนสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความสามารถ สามารถยกระดับสถานะทางสังคมขึ้นมาได้จริง
“อย่าคิดว่าทุนนิยมสามานย์จนน่ารังเกียจ แต่ต้องเอาความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทยให้ได้”
