เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
ขณะที่จีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันขึ้น เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการชาวไต้หวันจำนวนมากเลือกกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ และจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่เลือกใช้ ‘สิงคโปร์’ เป็นฐานที่มั่นรักษาความมั่งคั่ง
ซันนี่ หวง นักธุรกิจชาวไต้หวัน เริ่มมองหาฐานที่ตั้งในต่างประเทศ เพื่อปกป้องธุรกิจสิ่งทอที่พ่อแม่ก่อตั้งขึ้น โดยพิจารณาสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงฮ่องกงและดูไบ แต่สุดท้ายก็เลือกสิงคโปร์ การตัดสินใจของหวงสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการชาวไต้หวัน
ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงเป็นเมืองเริ่มต้นและศูนย์กลางการลงทุนในต่างประเทศของนักธุรกิจไต้หวันที่ต้องการกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อความกังวลเกี่ยวกับเจตนาของจีนที่มีต่อไต้หวันในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น บรรดาครอบครัวคนรวยไต้หวันจึงเริ่มทบทวนแผนการ และสิงคโปร์ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมือง ภาษีต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังคุกคามไต้หวัน
ตามข้อมูลของธนาคาร UBS ระบุว่า ปัจจุบันไต้หวันมีเศรษฐีเกือบ 772,000 คน ขณะที่รายงานของธนาคารอีซัน (E.Sun Bank) และบริษัทตรวจสอบบัญชี KPMG Taiwan ระบุว่า ในสิงคโปร์มีสินทรัพย์ที่ไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ของชาวไต้หวัน มูลค่าประมาณ 10.4 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 10.86 ล้านล้านบาท) สูงกว่า 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 10.02 ล้านล้านบาท) ในฮ่องกง
สิ่งที่อยู่ในความเสี่ยงคือ การบริหารจัดการเงินทุนจำนวนมหาศาลของไต้หวันที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จากแรงหนุนของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่กำลังเฟื่องฟู
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) สัมภาษณ์ชาวไต้หวันที่มีสถานะร่ำรวยมากกว่า 20 คน รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกับคนรวยในไต้หวัน ได้แก่ ทนายความ นายธนาคารเอกชน และผู้จัดการสินทรัพย์ภายนอก ผลลัพธ์คือ มากกว่า 2 ใน 3 เชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันกำลังเลวร้ายลง และจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องความมั่งคั่งของตน
หลายคนอ้างถึงปี 2027 ว่าเป็นแหล่งที่มาของความกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นปีครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และเป็นปีที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ต้องการให้กองทัพจีนทันสมัยขึ้น
หนึ่งในกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัทนิวไวด์กรุ๊ป (New Wide Group) ในไทเป ซึ่งผลิตสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย กล่าวว่า ความหมายของมันคือการมีสถานที่สำหรับให้เครื่องบินลงจอดในกรณีฉุกเฉิน
“เมื่อเครื่องบินลงจอดแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีทรัพย์สินติดตัว แทนที่จะหนีไปโดยไม่มีอะไรติดตัวเลยเหมือนผู้ลี้ภัยคนอื่น ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นชาวไต้หวัน แต่เราก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาไม่ได้ ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม” เขากล่าว
อัลเลน ไซ ผู้ก่อตั้งสถาบันและองค์กรคลังสมอง Taiwan Institute of Directors (TWIOD) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในหมู่มหาเศรษฐีชาวไต้หวัน คือการย้ายสินทรัพย์นอกประเทศจากฮ่องกงไปยังสิงคโปร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในอดีต สินทรัพย์เหล่านี้กว่า 80% ฝากไว้ในฮ่องกง แต่ปัจจุบันประมาณ 60-70% อยู่ในสิงคโปร์
แนวทางดังกล่าวของนักธุรกิจไต้หวันกำลังสวนทางกับกระแสโลก เมื่อฮ่องกงกำลังแสดงบทบาทเป็นฐานสำคัญสำหรับมหาเศรษฐีในเอเชีย โดยมีสำนักงานบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 25% นับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่สิงคโปร์ได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ (Due Diligence) ให้เข้มงวดมากขึ้น หลังฟอกเงินครั้งใหญ่ที่เกี่ยวพันกับนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน เฉิน จื้อ และกลุ่มบริษัท Prince Group
“สำหรับชาวไต้หวันแล้ว เป็นเรื่องยากที่ฮ่องกงจะแข่งขันหรือเทียบชั้นกับสิงคโปร์ได้ เนื่องจากเสน่ห์ของการได้รับสิทธิ์พำนักและความมั่นคงทางการเมืองของฮ่องกงได้ลดลงไปอย่างมาก” ซี-เหมย ชุง ศาสตราจารย์ภาควิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอี้โชวของไต้หวันกล่าว
การที่เม็ดเงินจากไต้หวันกำลังไหลเข้าสู่สิงคโปร์มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการแข่งขันขยายบริการทางการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล จากผู้ให้กู้ทั้งในและนอกไต้หวัน
ธนาคารหลัก ๆ ของสิงคโปร์ทุกแห่งล้วนเปิดให้บริการธนาคารส่วนบุคคลแก่ลูกค้าไต้หวันแล้ว ขณะที่ธนาคารในไต้หวัน รวมถึงธนาคาร CTBC, Taipei Fubon, Cathay United, และ Taishin International ก็เสริมสร้างความแข็งแกร่งในสิงคโปร์ เพื่อติดตามสินทรัพย์ของลูกค้าในต่างประเทศ
ในปี 2012 CTBC จัดตั้งศูนย์รับจองธนาคารส่วนบุคคลในสิงคโปร์ โดย เฟรดดี้ เฉิน หัวหน้าฝ่ายธนาคารส่วนบุคคลระบุว่า ขณะนี้มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปี 2020 ซึ่งมีน้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.33 แสนล้านบาท)
ขณะที่ Taishin International กล่าวว่า สินทรัพย์ที่บริหารจัดการโดยสาขาสิงคโปร์เติบโตขึ้นเป็น 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 4.46 หมื่นล้านบาท) จากในปี 2014 ที่เริ่มดำเนินงานในสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 2.08 พันล้านบาท)
แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ธนาคารของรัฐบาลไต้หวันบางแห่ง รวมถึง Mega International Commercial Bank กำลังพิจารณาขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดธนาคารส่วนบุคคลในสิงคโปร์ เร็วที่สุดในปีนี้หรือปีหน้า โดยได้รับแรงดึงดูดจากข้อได้เปรียบทางการเงินและภาษีของสิงคโปร์
ที่มา : Bloomberg