วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
Kresearch ย้อนรอย 29 ปี เหตุการณ์สุดเจ็บช้ำของเศรษฐกิจไทย การลอยตัวค่าเงินบาท และ 3 บทเรียนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตรึงค่าเงินบาทและเปลี่ยนมาใช้ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) หลังเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคการเงิน และการกำกับดูแลของไทย ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยตลอด 29 ปีที่ผ่านมา
บทเรียนสำคัญประการแรก คือ การมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ภายใต้ระบบ Managed Float ค่าเงินบาทสามารถปรับตัวตามกลไกตลาดและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถเข้าดูแลเมื่อเกิดความผันผวนที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ส่งผลให้ไทยไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อปกป้องค่าเงินเหมือนในอดีต แต่สามารถเก็บรักษาทุนสำรองไว้เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
บทเรียนประการที่สอง คือ การสร้างฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียงประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ฯ ก่อนการลอยตัวเงินบาท เป็นกว่า 3.05 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน ทุนสำรองฯ ดังกล่าวอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้าได้ประมาณ 9 เดือน สูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และเมื่อประเมินตามเกณฑ์ IMF ARA Metric ซึ่งวัดความเพียงพอของทุนสำรองฯ ก็พบว่า ทุนสำรองฯ ของไทยสูงกว่าระดับที่ IMF แนะนำ สะท้อนถึงความสามารถในการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเสี่ยงจากภายนอกได้ดี ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย
บทเรียนประการที่สาม คือ การพัฒนาระบบธนาคารให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การดำรงเงินกองทุน และการตั้งสำรองความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.2% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) อย่างมาก ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมีสัดส่วนเงินสำรองฯ ต่อ NPL สูงถึง 187.6% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสี่ยงและลดโอกาสการเกิดวิกฤตการเงินซ้ำรอยในอนาคต
แม้ประเทศไทยจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันด้านอัตราแลกเปลี่ยน ฐานะต่างประเทศ และระบบธนาคารได้แข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างมาก แต่โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปัญหาในมิติอื่นๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การรับมือกับโจทย์เชิงโครงสร้าง (การเข้าสู่สังคมสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับ) การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งมีผลกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและความผันผวนของค่าเงินบาทในปีนี้
ดังนั้น บทเรียนจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 29 ปีก่อน จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ภาพประกอบจาก – Supanut Arunoprayote