คุมดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง กังวลไม่ต้องขอ EIA-หวั่นแย่งน้ำไฟ
ดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ผุดกลางกรุง มากกว่า 30 แห่ง โฟกัสย่านพระราม 9 เพราะมีสายไฟเบอร์ออปติกถึง 4 เส้น โยธาฯ ระบุไม่ต้องทำ EIA แค่ทำถูกต้องตามกฎหมายอาคาร เล็งประสาน กฟน.-กปน. จับตาผลกระทบ พาณิชย์เผยสถิติจดทะเบียนตั้งบริษัทลุยดาต้าเซ็นเตอร์แล้วพันกว่าราย “วราวุธ” ชี้ยังไร้เจ้าภาพกำกับดูแล เตรียมหารือ “พลังงาน-เขต” บีโอไอตั้งอนุกรรมการติดตามผล ด้านเลขาฯ EEC ระบุต้นปีนี้ยังฮิต แห่เข้าไทยอีกเกือบแสนล้าน เร่งผลักดันแผนผลิตไฟฟ้าสะอาดป้อน
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเป็นที่สนใจ ดึงดูดเข้ามาลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยดาต้าเซ็นเตอร์มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วถึง 28 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของการเป็นฐานลงทุน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและน้ำจำนวนมากสำหรับหล่อเย็น ลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ ล่าสุดมีการร้องเรียนว่าอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม.สร้างปัญหาปล่อยคลื่นความร้อน
โยธาระบุไม่ต้องทำ EIA
นายประภาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนถึงโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 20 เมกะวัตต์ ติดโรงพยาบาลพระราม 9 สร้างความกังวลว่าจะมาแย่งใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา รวมถึงการปล่อยคลื่นความร้อนว่า จากการตรวจสอบโครงการดังกล่าวเป็นของบริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งบริษัทได้แจ้งขอก่อสร้างถูกต้องตามการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เพื่อใช้เป็นคลังสินค้า ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสำนักงาน
นอกจากนี้ อาคารนี้ไม่เข้าข่ายต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สำนักการโยธาจะประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ว่ามีการแยกฐานระบบรองรับเฉพาะหรือมีมาตรการที่ไม่กระทบต่อแรงดันน้ำและเสถียรภาพไฟฟ้าของโรงพยาบาลพระราม 9 และชุมชนโดยรอบต่อไป
โจทย์ใหม่ภาครัฐต้องเร่งคุม
ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ต้องเร่งวางกติกาคุม
“การลงทุนในธุรกิจ Data Center ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งวางแนวทางกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาอนุญาตโครงการยังต้องอาศัยกฎหมายทั่วไป
เช่น กฎหมายควบคุมอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปัจจุบัน Data Center ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานตามนิยามของกฎหมายโรงงาน เพราะไม่มีเครื่องจักรเพื่อการผลิต ด้วยเป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูงกว่าหลายอุตสาหกรรม จึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ภาครัฐต้องร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล ทั้งในด้านการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดพื้นที่ที่ตั้งที่เหมาะสม”
นายวราวุธกล่าวด้วยว่า วันนี้ Data Center ไม่ใช่โรงงาน แต่เป็นกิจการที่ใช้ไฟและใช้น้ำจำนวนมาก ดังนั้นในอนาคตก็ควรจะมีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์กำกับดูแลให้ชัดเจนว่าสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ใด ต้องมีมาตรฐานอย่างไร และหน่วยงานใดจะเป็นผู้กำกับดูแล
ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการจัดหาพลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การวางผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการลงทุนกับการดูแลชุมชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะหากผู้ประกอบการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เช่น การขออนุญาตก่อสร้างอาคารหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน หน่วยงานของรัฐก็ไม่สามารถปฏิเสธการอนุญาตได้ เว้นแต่การดำเนินโครงการจะขัดต่อกฎหมายหรือข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้อยู่
“เราก็คงต้องมาคุยกับกระทรวงพลังงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง ท้องถิ่นก็คือ สำนักงานเขต ว่าในตัวเมืองเขาตั้งได้ไหม ใครจะรับเป็นแม่งานควบคุมดูแลเรื่องนี้”
บีโอไอตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง
ด้าน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) มีมติเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อวางแผนรองรับและกลั่นกรองการลงทุน Data Center ในทุกมิติ ไม่ใช่เฉพาะด้านพลังงาน แต่ครอบคลุมถึงการใช้น้ำ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจาก Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
“ประเด็นที่ว่าเจอตั้งอยู่ในใจกลางเมือง เราขอเช็กข้อมูลก่อนว่ามากน้อยขนาดไหน กระทบหรือผิดกฎหมายหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะต้องมีแนวทาง ต่อไปจะต้องมีมาตรการกำกับดูแล”
เปิดข้อมูลมีแล้วพันกว่าราย
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จากข้อมูลนิติบุคคลคงอยู่ทางทะเบียน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งครอบคลุม 3 รหัสธุรกิจ ประกอบด้วย รหัส 63111 คือ กิจกรรมการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล รหัส 63112 คือ กิจกรรมการสร้างแม่ข่ายและรหัส 63120 คือ เว็บท่า (Web Portal) ซึ่งมีนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,145 ราย มีทุนจดทะเบียนรวม 174,953.38 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่ที่มีการจัดตั้งธุรกิจ Data Center มากที่สุดยังคงกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร จำนวน 668 ราย รองลงมา ได้แก่ นนทบุรี 86 ราย เชียงใหม่ 45 ราย สมุทรปราการ 41 ราย ปทุมธานี 37 ราย ภูเก็ต 33 ราย ชลบุรี 28 ราย นครราชสีมา 15 ราย ระยอง 13 ราย และขอนแก่น 12 ราย
รายงานเรื่อง Data center trends 2026: Shifting up a gear โดย Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ระบุว่า การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่กลางมหานครทั่วโลก เป็นแนวโน้มทางธุรกิจที่สำคัญ ด้วยเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า และเทคโนโลยี
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และระบบ Edge Computing เพื่อรองรับ 5G, AI และ IoT ผู้ให้บริการเริ่มสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กกระจายตัวในเขตเมือง (Edge Centers) เพื่อลดความหน่วง (Latency) และนำพลังการประมวลผลไปอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ตลาดหลักในเมืองใหญ่อย่าง สิงคโปร์, ลอนดอน และแฟรงก์เฟิร์ต เริ่มเผชิญกับปัญหาพื้นที่จำกัดและโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการขยายตัวไปยังตลาดเมืองรอง (Tier 2 markets) มากขึ้น
กทม.มีดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 31 แห่ง
ขณะที่รายงาน Thailand Data Center Market – Investment Analysis & Growth Opportunities 2026-2031 โดย Arizton Advisory & Intelligence บริษัทวิจัยตลาดและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลักของการก่อสร้างและให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยมีจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วถึง 31 แห่ง ณ สิ้นปี 2025 และอีก 8 แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา โครงการสำคัญ เช่น STT Bangkok 2 ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 3 ของ ST Telemedia Global Data Centres (STT GDC) ในไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 6 พันล้านบาท
คาดว่าจะเปิดใช้งานในสิ้นปี 2026, Empyrion Digital (TH1) ตั้งอยู่ในย่านบางนา จุดเชื่อมต่อสำคัญของกรุงเทพฯ โดยเป็นการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20MW พื้นที่กว่า 17,000 ตร.ม. คาดว่าจะพร้อมให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2027, Datasection (Thailand) บริษัทจากญี่ปุ่นได้รับอนุมัติการลงทุน 7.8 พันล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์ GPU ประสิทธิภาพสูงสำหรับการประมวลผล AI โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปทุมธานี เป็นต้น
พระราม 9 – รามฯ ฮับเชื่อมต่อ
พื้นที่เขตห้วยขวาง ถนนพระราม 9 และโซนหัวหมาก รามคำแหง เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ ในช่วงปี 2566 บริษัท เค ดีดี ไอ คอร์ปอร์เรชัน บริษัทแม่ของ Telehouse ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล 45 แห่งทั่วโลก ได้นำร่องลงทุนประมาณ 3.5 พันล้านบาท เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกกลางกรุงเทพฯ ขนาด 5.5 เมกะโวลต์แอมแปร์
และอธิบายเหตุโฟกัสพื้นที่พระราม 9 (ตรงข้ามอาคาร Bravo-ร.พ.พระราม 9) ว่า พื้นที่บริเวณนี้มีจุดเด่นทางวิศวกรรม คือ เป็นจุดที่มีเส้นทางเดินสายไฟเบอร์ออปติกเข้าออกอิสระถึง 4 เส้นทาง (4 Diverse Fiber Routes) สามารถป้องกันอินเทอร์เน็ตล่ม และรับไฟฟ้าจากสถานีย่อยแยกกัน 2 สถานี ทำให้รองรับลูกค้าที่ต้องการความเสถียรสูง ความหน่วงต่ำ
เช่น แพลตฟอร์ม OTT, ผู้ให้บริการคลาวด์, โทรคมนาคม, ISP และบริการจุดถ่ายโอนอินเทอร์เน็ต จึงมีโอกาสทางธุรกิจสูง ในการให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Co-Location หรือโมเดลเช่าใช้แก่องค์กรธุรกิจเหล่านี้ บริเวณดังกล่าวยังมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่หลายจุด ขนาดใหญ่ที่สุดที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ คือ DAMAC Digital ถัดจากย่านนี้จะเป็นพื้นที่รามคำแหง-หัวหมาก มี True IDC, STT เป็นต้น
รายงานของ Arizton ระบุด้วยว่า ค่าก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เฉลี่ยทั่วโลกพุ่งขึ้นเป็น 11.3 ล้านดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ (MW) เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 6% เนื่องจากต้นทุนวัสดุและแรงงานที่มีทักษะขาดแคลน และด้วยราคาที่ดินในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ (Inner City) เพิ่มสูงขึ้นมาก
แนวโน้มจึงเน้นการสร้าง Edge Data Center ขนาดเล็กถึงกลาง เพื่อให้ความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุดสำหรับธุรกิจการเงินและ AI รวมถึงการปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานเก่าให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ตามเขตรอยต่อเมือง เช่น พื้นที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก อย่าง บางนา-รามคำแหง เป็นโซนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกลางจนถึงระดับ Hyperscale เนื่องจากมีที่ดินราคาเหมาะสมและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่พร้อม
ขยายสู่ EEC แผนไฟฟ้าต้องชัด
แม้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตเมืองมีความจำเป็นต่อการประมวลผลความหน่วงต่ำ สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะการประมวลผลระดับสูง-ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งต้องการกำลังไฟฟ้าสูงกว่าเดิม พื้นที่ EEC กลายเป็นหมุดหมายใหม่ อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 27.71% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกที่เติบโตเฉลี่ย 8.37% ต่อปีอย่างเห็นได้ชัด
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ (Hyperscale) ต่อเนื่อง เฉพาะต้นปีที่ผ่านมามีการอนุมัติรวดเดียวถึง 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท
รายงานระบุด้วยว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีส่วนแบ่งความจุ (Capacity) อยู่ที่ 52% ของทั้งประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและต้องการความหน่วงข้อมูลต่ำ และ EEC กำลังขึ้นมาเป็นฮับแห่งใหม่แทนกรุงเทพฯ ปัจจุบันครองสัดส่วนความจุ 41% ของประเทศ แต่มีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างยาวไปจนถึงปี 2028 อีกกว่า 149.9 MW ซึ่งสูงกว่ากรุงเทพฯ เกือบ 2 เท่า เนื่องจากได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการเช่าที่ดินระยะยาว
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนใน EEC ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่การลงทุนในกลุ่ม Data Center บางส่วนชะลอการตัดสินใจ เพื่อรอความชัดเจนด้านกำลังผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่ง EEC เร่งผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำ บนอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มแหล่งพลังงานสะอาดรองรับ หากได้รับความเห็นชอบจะสามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำประมาณ 30% ของอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมาพัฒนาโครงการได้ การใช้พื้นที่ผิวน้ำ 4,000-5,000 ไร่จะช่วยลดต้นทุนค่าที่ดินได้ราว 8,000 ล้านบาท ทำให้สามารถนำงบประมาณไปลงทุนในระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้มากขึ้น
“การพัฒนา Data Center ควรดำเนินการในพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ในระยะยาวจำเป็นต้องเร่งกำหนดนิยาม กฎหมาย และหลักเกณฑ์การกำกับดูแล Data Center ให้ชัดเจน ควบคู่กับการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”