เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
Economic คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
Uncategorized สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
Economic ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Tech คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
Biz Movement Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
‘ผยง ศรีวณิช’ คว้านักการเงินแห่งปี-‘กสิกรไทย’ ธนาคารแห่งปี MONEY & BANKING AWARDS 2026
Finance ‘ผยง ศรีวณิช’ คว้านักการเงินแห่งปี-‘กสิกรไทย’ ธนาคารแห่งปี MONEY & BANKING AWARDS 2026
ธปท. ยัน Thai Baht Stablecoin ต้องใช้เวลา ชี้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี
Finance ธปท. ยัน Thai Baht Stablecoin ต้องใช้เวลา ชี้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี
เศรษฐกิจจีน Q2/2026 ต่ำกว่าคาดที่ 4.3% โตแผ่วสุดในรอบ 3 ปี
World เศรษฐกิจจีน Q2/2026 ต่ำกว่าคาดที่ 4.3% โตแผ่วสุดในรอบ 3 ปี
สายคลาสสิกห้ามพลาด เริ่มแล้ว ‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48’
Automotive สายคลาสสิกห้ามพลาด เริ่มแล้ว ‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48’
ราคาทองวันนี้ (15 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,000 บาท
ดูทั้งหมด

เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์

15 ก.ค. 2569 | 08:05น.
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ธุรกิจและอุตสาหกรรมในเยอรมนีกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายขนานพร้อม ๆ กัน ด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกำลังชะลอตัวลง พร้อมกันนั้น “ต้นทุน” การผลิตในประเทศก็สูงมากขึ้นตามลำดับ ผลก็คือผู้นำองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมที่นั่นกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เริ่มต้นหาที่ทางเพื่อ “ลงทุนใหม่” ในต่างแดน

และเป้าหมายหลักไม่ใช่ดินแดนที่พัฒนาแล้วอย่างภูมิภาคอเมริกาเหนือ แต่กลับเป็นเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกของเรานี่เอง

ธุรกิจที่ใคร่ครวญเรื่องย้ายฐานการผลิตที่ว่านี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ทุนหนาแต่อย่างใด แต่เป็นไปกับธุรกิจโดยรวมในทุกขนาด ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ทำสวนอย่าง “การ์เดนา” ธุรกิจจากแคว้นอุล์ม ก็วางแผนที่จะปรับลดพนักงานในประเทศลง 250 ตำแหน่ง หรือเทียบเท่ากับ 10% ของพนักงานทั้งหมด เพื่อย้ายฐานการผลิตไปยังสาธารณรัฐเช็ก

เช่นเดียวกัน บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับนานาชาติอย่าง “บีเอเอสเอฟ” ก็กำลังลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้เรื่อยมา จนเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่นี้มีเป้าหมายจะย้ายฐานการลงทุนไปยังอินเดียแม้ว่าจะทำให้กำลังแรงงานในกรุงเบอร์ลินของบริษัทตกอยู่ภายใต้แรงกดดันว่าจะถูกเลย์ออฟอย่างหนักก็ตาม

สถานการณ์การย้ายฐานการผลิตทำนองดังกล่าวลุกลามขยายวงมากขึ้นในปี 2025 ที่ผ่านมา นิตยสารไฟแนนซ์มัคท์เวลท์ นิตยสารทางการเงินรายงานไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยอ้างตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2018 เรื่อยมาจนถึงปี 2023 บริษัทเยอรมันเริ่มย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจำนวนราว 1,300 บริษัทที่มีพนักงานเกินกว่า 50 คน ได้ย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศในช่วงระหว่างปี 2021-2023 หรือเทียบเป็นสัดส่วนเท่ากับราว 2.2% ของบริษัทธนกิจขนาดเดียวกันทั้งหมดในเยอรมนีในปี 2023

การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อตำแหน่งงานในประเทศราว 50,800 ตำแหน่ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เป็นกังวลว่าแนวโน้มนี้จะเกิดต่อเนื่องต่อไปหรือไม่ก็เร่งความเร็วสูงมากขึ้น เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งด้านพลังงานและต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงาน

อย่างไรก็ตาม เคเอฟดับเบิลยู ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐของเยอรมนี กลับชี้ว่ามีแนวโน้มที่แตกต่างออกไปกำลังเกิดขึ้น นั่นคือเกิดการย้ายฐานกลับประเทศของบริษัทธุรกิจขนาดกลาง โดยที่จำนวนบริษัทขนาดดังกล่าว ซึ่งเคยดำเนินการอยู่ในแวดวงธุรกิจนานาชาติ ลดลงจาก 880,000 บริษัทในปี 2022 เหลือเพียงราว 760,000 บริษัทในปีถัดมา

เดิร์ก ชูมักเคอร์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำเคเอฟดับเบิลยู ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว เงื่อนไขทั่วไปโดยรวมในการทำธุรกิจระดับนานาชาติเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่อย่างสงครามในยูเครนและความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการแข่งขันการส่งออกจากจีนในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ แถมยังมีนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาแทรกซ้อนเข้ามาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเยอรมัน (ดีไอเอชเค) กลับมองเห็นแนวโน้มที่แตกต่างออกไปอีกทางว่า บรรยากาศการทำธุรกิจที่ดีไอเอชเคสำรวจไว้ตั้งแต่ต้นปี 2026 แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากต้นทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมในเยอรมนีนั้นพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้หลายต่อหลายบริษัทเริ่มวางแผนที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่าสถานการณ์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ดีนักก็ตาม

รายงานผลการสำรวจดังกล่าวพบว่า 43% ของบริษัทในอุตสาหกรรมเยอมรนีมีแผนจะลงทุนต่างประเทศภายในปี 2026 นี้ “เหตุผลนั้นเห็นได้ชัดเจน เพราะต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ โครงสร้างทางอุตสาหกรรมมีปัญหาและสภาพเศรษฐกิจในเยอรมนีอ่อนแอเกินไปที่จะเป็นฐานการดำเนินธุรกิจ” โฆษกของธนาคารระบุ

แนวโน้มดังกล่าวนี้แตกต่างออกไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง ที่ผ่านมาบริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะพัฒนาธุรกิจในประเทศให้แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การจ้างงานในท้องถิ่นเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนในต่างประเทศมักเป็นไปเพื่อการเปิดตลาดใหม่ ๆ หรือขยายยอดขาย และอำนวยความสะดวกในการให้บริการต่อลูกค้า แต่ในทุกวันนี้มักเป็นไปเพื่อลดต้นทุนลงมากกว่าอย่างอื่น โดยสัดส่วนบริษัทที่ลงทุนในต่างประเทศด้วยวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดนั้นลดลงอย่างชัดเจนจาก 30% เหลือเพียง 28% เท่านั้น และโดยหลักแล้วพวกเขาถูกบีบให้ลงทุนในต่างประเทศจากต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่า ส่งผลให้เกิดการปรับลดการดำเนินงานในประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ

ศาสตราจารย์สเตฟเฟน มุลเลอร์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์แห่งเฮล ในเมืองไลบ์ซิก ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มทั้งสองแนวทางนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันควรเคลื่อนไหวในทางไซด์เวย์ ดูจะดีกว่าอย่างอื่น แต่ก็ชี้ให้เห็นในคราวเดียวกันว่า ยอดเม็ดเงินลงทุนของบริษัทเยอรมันในต่างแดนก็ลดลงมากจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ โดยตามสถิติของธนาคารกลาง (แบงก์ชาติ) หรือบุนเดสแบงก์ของเยอรมนี แสดงให้เห็นการโยกเงินเฉลี่ยมูลค่าราว 120,000 ล้านยูโรต่อปีในช่วงปี 2017-2022 แต่ลดลงมาเหลือเพียง 80,000 ล้านยูโรในปี 2024 และไม่ถึง 100,000 ล้านยูโรในปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มว่าในปีนี้ก็น่าจะมีเงินทุนไหลออกไปยังต่างประเทศในระดับใกล้เคียงกัน

รายงานผลการสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของเป้าหมายการลงทุนของบริษัทเยอรมัน เพราะแสดงให้เห็นว่าภูมิภาคอเมริกาเหนือลดความน่าดึงดูดลง โดยสัดส่วนของบริษัทเยอรมันที่ไปลงทุนที่นั่นลดลงจาก 48% มาสู่ระดับ 44% เท่านั้น และกลับมาเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียแทน

ตามการสำรวจของดีไอเอชเคสัดส่วนบริษัทเยอรมันที่ลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น จาก 31% เป็น 34% ส่วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ก็เริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้นตามลำดับ คือโตจาก 2% เป็น 26% แม้ปัญหานโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลให้หลายบริษัทจำเป็นต้องชะลอการตัดสินใจหรือเลื่อนออกไปก็ตาม

กระนั้นก็ดีเขตประเทศในกลุ่มยูโรโซนก็ยังเป็นดินแดนลงทุนที่มีความสำคัญสูงสุดของเยอรมนี โดยบริษัทเยอรมันไปลงทุนในเขตยูโรโซนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 64% ของทั้งหมด โดยมีเหตุผลเรื่องเสถียรภาพของดินแดนเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วิกฤต เยอรมัน เอเชีย