ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
กระแสร่าง พ.ร.บ. แรงงาน กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายผู้ใช้แรงงานพรรคประชาชน นำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ คือ ‘ฉบับมีเวลาพักผ่อน ลดชั่วโมงการทำงาน’ และ ‘ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมนส์มาลาได้’ ยื่นต่อสภาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลังจากร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับตกไป เนื่องจากกระบวนการพิจารณาในสภา
แม้ร่างกฎหมายดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของภาคแรงงานได้ แต่ยังมีความกังวลที่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ประกอบการ ท่ามกลางความท้าทายในด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจ
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สะท้อนความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในฐานะผู้ประกอบการ ถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.แรงงาน 2 ฉบับ ที่กำลังจะมีการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง

เปิดเสียงสะท้อนผู้ประกอบการ
ในแง่การบริหารจัดการชั่วโมงทำงานและวันหยุด แสงชัย ให้ความเห็นว่า การพิจารณาปรับลดชั่วโมงทำงานหรือเพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ อาจต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจการค้าและบริการ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการบุคลากรและต้นทุนในสภาวะการแข่งขันปัจจุบัน
ขณะที่สิทธิการลาและวันหยุดเอง ในปัจจุบันถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและสามารถตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของพนักงานได้ค่อนข้างเพียงพอแล้ว รวมถึงหลายองค์กรมีสวัสดิการเพิ่มวันลาพักร้อนให้ตามอายุงานอยู่แล้ว
ส่วนการลาต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการลาเนื่องจากอาการปวดประจำเดือน และการลาเพื่อการดูแลครอบครัว แสงชัย ระบุว่า สามารถนำสิทธิการลาที่อยู่มาปรับใช้ได้ ทั้งการลาป่วยและลากิจ/ลาพักร้อน เพื่อลดความกังวลใจของสถานประกอบการ และลดผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ข้อจำกัดในการพิจารณาจ้างงานในอนาคต สำหรับพนักงานหญิง หรือผลกระทบต่อการบริหารจัดการของธุรกิจกลุ่ม Micro SMEs ที่อาจมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนพนักงาน
แสงชัย สะท้อนความเห็นเพิ่มเติมว่า การพิจารณาเพิ่มสิทธิวันลาต่าง ๆ อาจเอื้อประโยชน์กับกลุ่มพนักงานประจำมากกว่ากลุ่มแรงงานรายวัน เนื่องจากแรงงานรายวันอาจสูญเสียรายได้ในวันที่หยุดงาน นโยบายจึงควรพิจารณาถึงบริบทที่ครอบคลุมให้ทุกกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
อีกประเด็นน่าสนใจ คือ เรื่องการจัดสรรพื้นที่สำหรับคุณแม่ โดยแสงชัย มองว่า การมีมุมปั๊มนมในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ดีและควรได้รับการสนับสนุน แต่อาจมีความเหมาะสมที่จะผลักดันในรูปแบบของการรณรงค์และส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) มากกว่าการบังคับเป็นกฎหมาย เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นแก่กิจการหรือสถานประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่
เปิดสิทธิการลา-วันหยุด ตามกฎหมายแรงงาน
สำหรับสิทธิการลาและวันหยุดต่าง ๆ ตามกฎหมายแรงงานปัจจุบัน กำหนดไว้ดังนี้
วันหยุด
วันหยุดประจำสัปดาห์ – อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยต้องไม่เกิน 6 วันทำงานติดกัน
วันหยุดตามประเพณี – ไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี รวมวันแรงงาน หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ จะหยุดชดเชยวันทำงานถัดไป
วันหยุดพักผ่อนประจำปี – เมื่อทำงานครบ 1 ปี ลูกจ้างมีสิทธิหยุด อย่างน้อย 6 วัน/ปี พร้อมได้รับค่าจ้าง โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบรอบปีปฏิทินต่อไป (สามารถสะสม หรือเลื่อนไปปีอื่นได้ตามที่ตกลงกัน)
การลา
ลาป่วย – ลาได้ตามความจำเป็นไม่เกิน 30 วัน/ปี หากป่วย 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ได้
ลาคลอด – ลาได้สูงสุด 90 วัน (จ่ายค่าจ้าง 45 วันแรก อีก 45 วันได้จากประกันสังคม)
ลาทำหมัน – ได้ตามที่แพทย์กำหนด พร้อมรับค่าจ้าง
ลากิจ – ลาได้ตามข้อบังคับของบริษัท กฎหมายไม่กำหนดจำนวนวัน
ลาทหาร – ลาไปเข้ารับราชการทหารได้ สูงสุด 60 วัน/ปี พร้อมรับค่าจ้าง
ลาอบรม/พัฒนา – ลาได้ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง โดยทั่วไปไม่ได้รับค่าจ้าง เว้นแต่นายจ้างอนุญาตเป็นพิเศษ
การลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave Without Pay) – กรณีลูกจ้างขอลาหยุดโดยไม่รับค่าจ้าง ซึ่งไม่ได้มีกำหนดในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยนายจ้างสามารถอนุมัติ หรือปฏิเสธการลาแบบ Leave Without Pay ได้ตามนโยบายของบริษัท ทั้งนี้ วันหยุดนักขัตฤกษ์ที่อยู่ระหว่างการลา จะไม่ถูกนับเป็นวันทำงาน
เสนออัพสกิลแรงงาน-สร้างระบบนิเวศที่สมดุล
การมุ่งเน้นส่งเสริมผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงาน
แสงชัย เสนอว่า ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนจากภาครัฐในการอัพสกิล (Up-skill) และรีสกิล (Re-skill) แรงงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือ AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานแล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณค่าให้แรงงานสามารถรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นด้วย
การสร้างระบบนิเวศการทำงานที่สมดุลและยั่งยืน
แสงชัย ระบุว่า การพัฒนากฎหมายแรงงาน ควรเป็นการสร้างระบบนิเวศที่คำนึงถึงความพร้อมและประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะรายย่อย) ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างนอกระบบ เพื่อให้ธุรกิจและคุณภาพชีวิตของแรงงานสามารถเติบโตควบคู่กันไปได้อย่างมั่นคง