ตลาดแรงงานสหรัฐ มิ.ย. 2026 ชะลอตัว ออกจากระบบกว่า 7 แสนคน-จ้างงานเพิ่มแค่ 5.7 หมื่นคน
เดือน มิ.ย. 2026 การจ้างงานในสหรัฐชะลอตัวลง โดยตัวเลขผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 57,000 คน ต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานที่ลดลงเหลือ 4.2% ไม่ได้สะท้อนตัวเลขการจ้างงานแท้จริง เนื่องจากประชาชนกว่า 720,000 คน ออกจากระบบตลาดแรงงาน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า การจ้างงานในสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมากในเดือนมิถุนายน 2026 แม้อัตราการว่างงานจะลดลงก็ตาม นับเป็นการชะลอโมเมนตัมการเติบโตของการจ้างงาน ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในปีนี้
สำนักงานสถิติและแรงงานสหรัฐ (BLS) เผยแพร่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน มิ.ย. 2026 ตัวเลขผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 57,000 คน ต่ำกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 110,000 คน ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.2% โดยอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงอย่างมาก เนื่องจากประชาชนออกจากระบบแรงงาน
ตัวเลขผู้มีงานทำ 57,000 คน ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐยังคงเผชิญกับความท้าทายอยู่บ้าง แม้จะมีสัญญาณความแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ตาม ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน แต่ประชาชนยังคงมองในแง่ร้ายเกี่ยวกับราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น และอาจทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังการจ้างงาน
นีล ดัตตา หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของบริษัทวิจัยเศรษฐกิจมหภาค Renaissance Macro Research ระบุว่า รายงานการจ้างงานเดือน มิ.ย. น่าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดแรงงานสะท้อนถึงเศรษฐกิจโดยรวม และการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นตลาดแรงงานจึงไม่สม่ำเสมอเช่นกัน
อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน เป็นสัดส่วนของประชากรวัยทำงาน (อายุ 16 ปีขึ้นไป) ที่มีงานทำหรือกำลังหางานอยู่ มีอัตราลดลง 0.3% จากเดือน พ.ค. เหลือ 61.5% นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าห้าปี ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2021 และหากไม่นับรวมตลาดแรงงานในช่วงโควิด-19 ถือว่าอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ต่ำสุดในรอบ 50 ปี เนื่องจากมีประชาชนกว่า 720,000 คน ออกจากตลาดแรงงาน
ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดแรงงาน เช่น กลุ่มคนเกษียณ นักเรียน แม่บ้าน และผู้ไม่หางานทำ มีจำนวนเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 832,000 คน
“เป็นเรื่องน่าตกใจที่เห็นคน 720,000 คน หยุดหางานไปเลย และภาคธุรกิจบริการก็ปลดพนักงานออก” เฮเธอร์ ลอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเครดิตยูเนี่ยน Navy Federal Credit Union (NFCU) กล่าว อย่างไรก็ดี BLS ระบุว่า เมื่อพิจารณาการปรับจำนวนประชากรแล้ว ตัวเลขดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปีที่แล้ว
ตามการรายงานของ BLS การจ้างงานที่ชะลอตัวลง มีสาเหตุหลักจากการจ้างงานใน ภาคการบริการและการพักผ่อนหย่อนใจ ชะลอตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจ้างงานตามฤดูกาลที่อ่อนแอกว่าปกติ โดยก่อนหน้านี้ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนคาดการณ์ว่าฟุตบอลโลก จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานในภาคส่วนนี้
ในภาคสุขภาพและการบริการสังคม ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในเดือน มิ.ย. นี้ยังคงเป็นอัตราส่วนหลักของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ใน ภาคการผลิตและการก่อสร้าง ก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) อาจเป็นตัวขับเคลื่อนดีมานด์แรงงานก่อสร้างในปี 2026 ขณะที่การสร้างบ้านยังคงถูกจำกัดไว้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การจ้างงานภาคข้อมูล ลดขนาดลงอย่างต่อเนื่อง 17 ครั้ง ในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น เมต้า (Meta) และ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) กำลังลดจำนวนพนักงานลง ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. รอยเตอร์ (Reuters) รายงานอ้างอิงสำนักข่าวสายธุรกิจ Business Insider ซึ่งระบุว่า ไมโครซอฟท์วางแผนจะลดจำนวนพนักงานลงไม่ถึง 2.5% ในรอบการเลิกจ้างที่จะถึงนี้ โดยจะประกาศอย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า
เมื่ออิงจากเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2025 ไมโครซอฟท์มีพนักงานประจำประมาณ 228,000 คน ดังนั้นหากมีการเลิกจ้าง 2.5% จะกระทบตำแหน่งงานราว 5,700 ตำแหน่ง โดย Business Insider ระบุว่า รวมถึงฝ่ายขายและการให้คำปรึกษา และแผนกเกม Xbox
ด้านเมต้า ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานลง 10% ในปีนี้ และแอมะซอน (Amazon) วางแผนจะลดจำนวนพนักงานลงประมาณ 16,000 ตำแหน่งทั่วโลก
แม้ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจะมีการจ้างงานลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาคกิจกรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการใช้ระบบอัตโนมัติมาแทนที่มากที่สุด กลับแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของตัวเลข
ในส่วนของค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ต่างจับตาดูว่า พลวัตรของดีมานด์และซัพพลายด้านแรงงาน จะส่งผลกระทบต่อค่าจ้างอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออัตราเงินเฟ้อเริ่มแซงหน้าการเติบโตของค่าจ้างในหลายภาคส่วน
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว หลังจากที่สหรัฐและอิหร่านเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง อาจกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ลอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NFCU กล่าวว่า จากมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพและไม่มีภาวะเงินเฟ้อจากตลาดงาน แต่สำหรับชาวอเมริกัน โอกาสในการทำงานยังมีจำกัด และภาวะเงินเฟ้อกำลังกัดเซาะการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างทั้งหมด
อ้างอิง : Bloomberg, CNBC, Reuters