ครั้งแรก สองสภาสหรัฐผ่านมติเชิงสัญลักษณ์ จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน
เป็นครั้งแรกที่สภาคองเกรสทั้งสองผ่านมติจำกัดอำนาจสงครามของประธานาธิบดี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอำนาจสงคราม ในปี 1973 เมื่อวุฒิสภามีมติเห็นชอบ 50 ต่อ 48 เสียงในวันนี้ (23 มิ.ย.) หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา แม้เป็นการลงมติเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้น โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันของทรัมป์เห็นชอบ 4 คน
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ ผ่านมติสั่งการให้ประธานาธิบดีถอนกำลังทหารจากการสู้รบ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอำนาจสงคราม (War Powers Act) เมื่อปี 1973 เมื่อวุฒิสภาสหรัฐมีมติสนับสนุนร่างกฎหมายที่สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน สะท้อนถึงความไม่พอใจในตัวทรัมป์ของรัฐสภาที่เพิ่มมากขึ้น
วันที่ 23 มิถุนายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่น วุฒิสภาสหรัฐลงมติเห็นชอบมติจำกัดอำนาจสงครามด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 48 เสียง หลังจากที่ผ่านมติในชั้นสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยการลงมติของวุฒิสภาในครั้งนี้มีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบทั้งหมดลงคะแนนเห็นชอบ ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกัน 2 คนไม่ลงคะแนนเสียง
เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาผ่านมติสั่งการให้ประธานาธิบดีถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากการสู้รบ ตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอำนาจสงคราม ในปี 1973 อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความน่ากังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับคะแนนความนิยมของทรัมป์ แม้กระทั่งในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองบางส่วน
แม้การลงมติดังกล่าวเป็นเพียงการลงมติในเชิงสัญลักษณ์ แต่ถือเป็นความพ่ายแพ้สำหรับทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการสนับสนุนเกือบจะเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส โดยที่พรรครีพับลิกันของทรัมป์ครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
ทรัมป์วิจารณ์ผ่านทรูทโซเชียลว่า เป็นการลงมติที่ผิดเวลาและไร้ความหมาย อีกทั้งกล่าวว่า การลงคะแนนเสียงเห็นชอบถือเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่านและทำให้การทำงานของเขายากขึ้น
การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่รัฐบาลของทรัมป์กำลังเจรจาข้อตกลงสันติภาพระยะที่สองกับอิหร่าน หลังจากที่ลงนามในข้อตกลงระยะแรกอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา การสนับสนุนมตินี้ในรัฐสภาจึงอาจสร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ซึ่งเคยบอกเป็นนัยว่า อาจกลับไปทำสงครามหากการเจรจาล้มเหลว
กฎหมายดังกล่าวยังคงคลุมเครือ โดยผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมติจำกัดอำนาจสงครามฉบับใดผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสทั้งสองสภามาก่อน อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดเมื่อปี 1983 ยังระบุว่า มาตรการดังกล่าวต้องให้ประธานาธิบดีลงนามหรือใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) จึงจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย จึงคาดว่าความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนี้มีแนวโน้มจะต้องไปตัดสินในชั้นศาล
ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและจะไม่มีผลผูกพัน โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวว่า การลงคะแนนของวุฒิสภาไม่มีความสำคัญ เนื่องจากมติไม่ได้ส่งไปยังประธานาธิบดีและไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย อีกทั้งผ่านได้เพราะสมาชิกพรรครีพับลิกัน 2 คนขาดการประชุม
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังกล่าวอีกว่า มติดังกล่าวสั่งให้ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากพื้นที่สู้รบ ซึ่งประธานาธิบดีได้ถอนกำลังออกไปก่อนแล้ว ตั้งแต่ที่มีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เม.ย.