เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ฮอร์มุซยังชี้ชะตาโลจิสติกส์โลก เครื่องใช้ไฟฟ้าไทยลุ้นดีมานด์ตะวันออกกลาง

22 มิ.ย. 2569 | 12:45น.
ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ภายใต้กรอบดำเนินการ 60 วัน กลายเป็นสัญญาณผ่อนคลายสำคัญของเศรษฐกิจโลก หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางกดดันราคาพลังงาน เส้นทางเดินเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ส่งออกหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งพึ่งพาการขนส่งทางทะเลเป็นกลไกหลักของการค้าระหว่างประเทศ

แต่ในมุมของภาครัฐและเอกชนไทย “การหยุดยิง” ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของต้นทุนการค้าโลก เพราะรายละเอียดของข้อตกลงยังต้องติดตาม การปฏิบัติตามเงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายยังต้องพิสูจน์ และสายการเดินเรือรวมถึงบริษัทประกันภัยยังต้องประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ต่อไป ขณะที่ภาคส่งออกไทยยังต้องเผชิญโจทย์ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยสงคราม เส้นทางเดินเรือ และกำลังซื้อของตลาดตะวันออกกลางในช่วงครึ่งหลังของปี

“ศุภจี” ชี้สัญญาณดี แต่ไทยไม่แขวนความหวังไว้กับข้อตกลง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีการบรรลุข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งมีกรอบดำเนินการภายใน 60 วันว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดของข้อตกลงที่มีการลงนามอย่างครบถ้วน แต่ทราบในเบื้องต้นว่าเป็นการบรรลุข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามเงื่อนไขหรือรายละเอียดที่กำหนดไว้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว

นางศุภจีประเมินว่า การบรรลุข้อตกลงถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะอย่างน้อยช่วยให้เกิดความสบายใจมากขึ้นว่าสถานการณ์จะยังไม่บานปลายในช่วง 60 วันจากนี้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถดำเนินการตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ได้จริงหรือไม่

“หนึ่งก็คือสัญญาณดี อย่างน้อยทำให้เราสบายใจมากขึ้นว่าสถานการณ์จะยังไม่บานปลายในช่วง 60 วันนี้ แต่ภายใน 60 วันก็ต้องดูว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำตามสิ่งที่บรรลุข้อตกลงหรือเปล่า อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องจับตาดู” นางศุภจีกล่าว

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ โดยมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอยู่ยังต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งการดูแลด้านสินค้า การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs

นางศุภจีย้ำว่า แม้การบรรลุข้อตกลงจะทำให้บรรยากาศในช่วง 60 วันข้างหน้าผ่อนคลายลง แต่ไทยยังไม่ควรวางความหวังทั้งหมดไว้กับข้อตกลงดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีความจำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือและดำเนินมาตรการภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

“เราคงไม่ไปแขวนความหวังของเราไว้ตรงนั้น แต่ก็รู้สึกดีที่มีความผ่อนคลาย อย่างน้อยใน 60 วันข้างหน้า ส่วนมาตรการดูแลสินค้า ลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังต้องดำเนินอยู่เหมือนเดิม” นางศุภจีกล่าว

สรท.มองหยุดยิงหนุนค้าโลก แต่โลจิสติกส์ยังไม่กลับปกติทันที

ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าโลก เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้าง และลดแรงกดดันต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกไทยยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ยังมีอยู่หลายประการ โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ การจำกัดเส้นทางและช่วงเวลาการเดินเรือเพื่อความปลอดภัย รวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยสงครามที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนมีผลต่อต้นทุนขนส่งและการตัดสินใจของสายการเดินเรือ

นายธนากรระบุว่า หากสถานการณ์มีเสถียรภาพต่อเนื่อง จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งทางทะเลในช่วงครึ่งหลังของปี และส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ผู้ประกอบการยังไม่คาดว่าค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์จะปรับลดลงทันที เพราะสายการเดินเรือและบริษัทประกันภัยยังต้องประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ต่อเนื่อง รวมถึงรอความชัดเจนของมาตรการรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำคัญ

อีกประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ ความชัดเจนของกติกาและต้นทุนการเดินเรือในอนาคต โดยเฉพาะแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับการใช้เส้นทางเดินเรือ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าโลก และส่งผลต่อผู้ส่งออกในหลายประเทศ

ฮอร์มุซยังเป็นตัวแปร สินค้าพลังงาน-ปิโตรเคมีเสี่ยงสุด

สรท.เชื่อว่า สายการเดินเรือจะทยอยกลับมาใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ หากได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศ แต่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นอาจต้องใช้เวลา เพราะผู้ประกอบการขนส่งยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัยของสินค้าและลูกเรือเป็นอันดับแรก

นายธนากรกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบปัญหาสินค้าตกค้างในระดับวิกฤต แต่มีความล่าช้าของตู้สินค้าและการสะสมของสินค้าระหว่างการขนส่งในบางเส้นทาง โดยเฉพาะสินค้าพลังงาน ปิโตรเคมี และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับตลาดตะวันออกกลาง หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติได้ต่อเนื่อง คาดว่าระบบโลจิสติกส์โลกจะสามารถระบายปริมาณสินค้าที่ค้างอยู่ได้ภายในระยะเวลาไม่นาน

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี สินค้าเทกอง หรือ Bulk Cargo เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย และวัตถุดิบอุตสาหกรรม รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์ที่มีปลายทางตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาบางส่วน

สรท.ประเมินว่า ภาคส่งออกไทยยังต้องบริหารความเสี่ยงด้านเส้นทางเดินเรือและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย เพราะความเชื่อมั่นของสายเรือ บริษัทประกันภัย และผู้ประกอบการขนส่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการฟื้นตัวของระบบโลจิสติกส์โลกในช่วงถัดไป

เครื่องใช้ไฟฟ้ารอความชัดเจน 2 สัปดาห์ ลุ้นดีมานด์ตะวันออกกลางคืนตลาด

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด และรองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม กล่าวว่า แม้ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจา และราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ภาคส่งออกยังต้องรอความชัดเจนอีกระยะ โดยเฉพาะรายละเอียดการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในช่วง 60 วัน และหลังจากนั้นอีก 30 วัน หากสามารถถอนกำลังออกจากบริเวณอ่าวได้จริง จึงจะทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติมากขึ้น

สัญญาณดังกล่าวช่วยลดความกังวลด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าต้นทุนขนส่งจะลดลงตาม เพราะต้องรอดูท่าทีของสายเรือในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ว่าจะปรับค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และโดยเฉพาะค่าประกันภัยการขนส่งอย่างไร

“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสื่อสารว่าค่าขนส่งจะดีขึ้นแค่ไหน ต้องรออีกสัก 2 สัปดาห์ ดูว่าทางสายเรือจะฟีดแบ็กมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องค่าระวางเรือ ค่าธรรมเนียม และค่าประกัน” นายสุภาพกล่าว

นายสุภาพกล่าวว่า ต้นทุนขนส่งยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าประกันภัย ขณะที่การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้ายังไม่ฟื้นตัวดีเท่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งยังมีการส่งออกไปสหรัฐและทวีปอเมริกาได้ดีมาก โดยมีอัตราการขยายตัวสูงถึงระดับประมาณ 40%

ตรงกันข้าม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ยังเผชิญความยากลำบากจากปัญหาเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง บางส่วนต้องปรับเส้นทางการขนส่งด้วยการอ้อมเส้นทาง ลงเรือ ขึ้นบก และส่งต่อผ่านประเทศต่าง ๆ ทำให้ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมตลาด นายสุภาพประเมินว่า วิกฤตในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะตลาดอิหร่าน ซึ่งบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายจำนวนมากจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ทำให้หลังจากประเทศสามารถตั้งหลักได้ ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจกลับมาเพิ่มขึ้น

“ในแง่ตลาด เราอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะอิหร่าน บ้านเรือนเสียหายเยอะ เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจขายดีขึ้นหลังจากเขาตั้งหลักได้ ส่วนตะวันออกกลางก็อั้นดีมานด์ไว้ พอรู้สึกสบายใจ กล้าใช้งาน กล้าซื้อ ก็อาจซื้อเพิ่มขึ้น ต้นไตรมาส 4 น่าจะเห็นชัด” นายสุภาพกล่าว

ค่าระวางมิ.ย.หลายเส้นทางทรงตัว แต่ยุโรป-สหรัฐขยับขึ้นครึ่งเดือนหลัง

รายงานข่าวจากสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์ค่าระวางเรือประจำสัปดาห์ Week 23 ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2569 พบว่า ค่าระวางเรือในเดือนมิถุนายน 2569 เส้นทางเอเชียยังคงทรงตัวในหลายเส้นทาง ขณะที่เส้นทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งเดือนหลัง

เส้นทางเอเชีย ค่าระวางเรือเส้นทางไทย-เซี่ยงไฮ้ อยู่ที่ 150 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 280 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU เส้นทางไทย-กลัง อยู่ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 450 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU เส้นทางไทย-ฮ่องกง อยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 390 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU ส่วนเส้นทางไทย-ญี่ปุ่น อยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 650 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU

ขณะที่เส้นทางเดอร์บัน ค่าระวางทรงตัวที่ 2,350 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU เส้นทางเกาหลีใต้ อยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 800 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU ส่วนเส้นทางออสเตรเลีย ค่าระวางทรงตัวที่ 800-900 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 1,600-1,700 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU

สำหรับเส้นทางยุโรปในช่วงครึ่งเดือนหลัง ค่าระวางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU ส่วนเส้นทางสหรัฐอเมริกาครึ่งเดือนหลังปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยฝั่ง West Coast อยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU ส่วนฝั่ง East Coast อยู่ที่ 5,750 ดอลลาร์สหรัฐ/TEU และ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ/FEU

ส่วนค่าระวางตู้ควบคุมอุณหภูมิ หรือ Reefer Container เส้นทางไทย-ฮ่องกง และไทย-เซี่ยงไฮ้ อยู่ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 20 ฟุต และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 40 ฟุต เส้นทางไทย-ญี่ปุ่น อยู่ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 20 ฟุต และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 40 ฟุต ส่วนเส้นทางไทย-สหภาพยุโรป อยู่ที่ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 20 ฟุต และ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตู้ 40 ฟุต โดยมีผลถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

60 วันชี้ทิศครึ่งปีหลัง ส่งออกไทยต้องกันชนความเสี่ยง

ภาพรวมของข้อตกลงหยุดยิงจึงเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่ยังไม่เพียงพอให้ผู้ประกอบการไทยลดการ์ดลง เพราะต้นทุนขนส่ง ค่าประกันภัย ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และความเชื่อมั่นของสายเรือยังเป็นตัวแปรสำคัญในช่วงถัดไป

สำหรับภาครัฐ โจทย์สำคัญคือการดูแลราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ และพยุงผู้ประกอบการ SMEs ต่อเนื่อง ขณะที่ภาคส่งออกต้องบริหารเส้นทางขนส่ง ต้นทุน และตลาดปลายทางอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะสินค้าเชื่อมโยงพลังงาน ปิโตรเคมี และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปลายทางตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาบางส่วน

ช่วง 60 วันจากนี้จึงไม่ใช่เพียงช่วง “พักรบ” ของภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นช่วงทดสอบว่าต้นทุนการค้าโลกจะคลี่คลายจริงหรือไม่ และเป็นจังหวะที่ไทยต้องใช้เวลาเตรียมแผนรับมือให้พร้อม ก่อนที่ผลของข้อตกลงจะสะท้อนมายังราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และคำสั่งซื้อส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี