EV โตแรง 80% เขย่าธุรกิจประกันภัย ต้นทุนซ่อมแพงกว่ารถน้ำมันเกือบ 40%
ev car รถอีวี
‘รู้ใจ’ ชี้ผู้บริโภคไทยหันใช้รถ EV หนีความผันผวนราคาน้ำมัน ดันยอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน แต่ธุรกิจประกันภัยต้องรับมือความเสี่ยงใหม่ ทั้งอุบัติเหตุผู้ใช้หน้าใหม่ ค่าซ่อมสูง และปัญหาค่าเสื่อมจากสงครามราคา
การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงผลักดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งบทสนทนาเกี่ยวกับ EV ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ วันนี้ความกังวลหลักกลายเป็น “ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมัน”
นายนิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ กล่าวว่า ปัจจุบันความกังวลของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากเรื่องระยะทางการขับขี่ มาเป็นการหนีความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันโลก ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว
ส่งผลให้ตลาดรถ EV ไทยในปี 2025 เติบโตถึง 80% โดยมียอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน
ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายภาครัฐ เช่น นโยบาย 30@30, มาตรการ EV 3.5 และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินที่ช่วยให้คนไทยเป็นเจ้าของ EV ได้ง่ายขึ้น

แม้ระบบนิเวศของ EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจประกันภัยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ได้แก่
อุบัติเหตุในช่วงแรกที่สูงขึ้น : ผู้ขับขี่ EV หน้าใหม่ต้องปรับตัวกับระบบหน่วงความเร็ว (Regenerative Braking) และแรงบิดฉับพลัน (Instant Torque) ที่ตอบสนองทันทีเมื่อเหยียบคันเร่ง ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุในปีแรกมักจะสูงกว่ารถยนต์สันดาป (ICE)
ต้นทุนการซ่อมที่แพงกว่าถึง 39.7% : ปัจจุบันค่าซ่อมรถ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากความซับซ้อนของแบตเตอรี่และการขาดแคลนอู่ซ่อมอิสระเฉพาะทาง ทำให้งานซ่อมกระจุกตัวอยู่แค่ในศูนย์บริการของผู้ผลิต ซึ่งจำกัดการแข่งขันด้านราคา
สงครามราคาและค่าเสื่อม : การแข่งขันลดราคารถ EV อย่างดุเดือด ทำให้มูลค่ารถผันผวนรวดเร็ว ซึ่งสร้างความซับซ้อนให้กับบริษัทประกันในการประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหาย
ด้านกลุ่มผู้ซื้อรถ EV มักเป็นผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับดิจิทัลและศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี ความกังวลของพวกเขาขยายไปสู่เรื่องของราคาแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนสูง ปัญหาด้านซอฟต์แวร์ และความปลอดภัยของระบบชาร์จไฟที่บ้าน พวกเขาจึงคาดหวังผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่โปร่งใสและตอบโจทย์เทคโนโลยีใหม่ ๆ
นายนิโคลัส ให้มุมมองว่า ประกันภัยสำหรับ EV ไม่ใช่แค่การนำประกันรถแบบเดิมมาเปลี่ยนชื่อ แต่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยืดหยุ่น
ประกันภัยจะทำหน้าที่เป็น “Safety Net” ที่ช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ให้เป็นต้นทุนที่บริหารจัดการได้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถ EV อย่างแพร่หลาย (Mass Adoption) ในประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน