เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

EV โตแรง 80% เขย่าธุรกิจประกันภัย ต้นทุนซ่อมแพงกว่ารถน้ำมันเกือบ 40%

22 มิ.ย. 2569 | 18:05น.
ev car รถอีวี

ev car รถอีวี

‘รู้ใจ’ ชี้ผู้บริโภคไทยหันใช้รถ EV หนีความผันผวนราคาน้ำมัน ดันยอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน แต่ธุรกิจประกันภัยต้องรับมือความเสี่ยงใหม่ ทั้งอุบัติเหตุผู้ใช้หน้าใหม่ ค่าซ่อมสูง และปัญหาค่าเสื่อมจากสงครามราคา

การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงผลักดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งบทสนทนาเกี่ยวกับ EV ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ วันนี้ความกังวลหลักกลายเป็น “ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมัน”

นายนิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ กล่าวว่า ปัจจุบันความกังวลของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากเรื่องระยะทางการขับขี่ มาเป็นการหนีความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันโลก ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว
ส่งผลให้ตลาดรถ EV ไทยในปี 2025 เติบโตถึง 80% โดยมียอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน
ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายภาครัฐ เช่น นโยบาย 30@30, มาตรการ EV 3.5 และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินที่ช่วยให้คนไทยเป็นเจ้าของ EV ได้ง่ายขึ้น

นิโคลัส ฟาเกต์ | ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ

แม้ระบบนิเวศของ EV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจประกันภัยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ได้แก่

อุบัติเหตุในช่วงแรกที่สูงขึ้น : ผู้ขับขี่ EV หน้าใหม่ต้องปรับตัวกับระบบหน่วงความเร็ว (Regenerative Braking) และแรงบิดฉับพลัน (Instant Torque) ที่ตอบสนองทันทีเมื่อเหยียบคันเร่ง ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุในปีแรกมักจะสูงกว่ารถยนต์สันดาป (ICE)

ต้นทุนการซ่อมที่แพงกว่าถึง 39.7% : ปัจจุบันค่าซ่อมรถ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากความซับซ้อนของแบตเตอรี่และการขาดแคลนอู่ซ่อมอิสระเฉพาะทาง ทำให้งานซ่อมกระจุกตัวอยู่แค่ในศูนย์บริการของผู้ผลิต ซึ่งจำกัดการแข่งขันด้านราคา

สงครามราคาและค่าเสื่อม : การแข่งขันลดราคารถ EV อย่างดุเดือด ทำให้มูลค่ารถผันผวนรวดเร็ว ซึ่งสร้างความซับซ้อนให้กับบริษัทประกันในการประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหาย

ด้านกลุ่มผู้ซื้อรถ EV มักเป็นผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับดิจิทัลและศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี ความกังวลของพวกเขาขยายไปสู่เรื่องของราคาแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนสูง ปัญหาด้านซอฟต์แวร์ และความปลอดภัยของระบบชาร์จไฟที่บ้าน พวกเขาจึงคาดหวังผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่โปร่งใสและตอบโจทย์เทคโนโลยีใหม่ ๆ

นายนิโคลัส ให้มุมมองว่า ประกันภัยสำหรับ EV ไม่ใช่แค่การนำประกันรถแบบเดิมมาเปลี่ยนชื่อ แต่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยืดหยุ่น

ประกันภัยจะทำหน้าที่เป็น “Safety Net” ที่ช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ให้เป็นต้นทุนที่บริหารจัดการได้ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถ EV อย่างแพร่หลาย (Mass Adoption) ในประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน