ปกรณ์ มือกฎหมายรัฐบาล ภารกิจเพื่อชาติ ตรงไปตรงมา ไม่มีใบสั่ง
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
วิรวินท์ ศรีโหมด
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายประจำรัฐบาลอนุทิน 2
ชื่อนี้ไม่ธรรมดา ในชีวิตข้าราชการกว่า 36 ปี เขาสั่งสมประสบการณ์ โคจรมาแล้วหลายตำแหน่งที่สำคัญ ทั้งในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งงานในทำเนียบรัฐบาล
ถูกขนานนามว่าเป็น “ศิษย์เอก” ของ 2 ปรมาจารย์เนติบริกรไทย ทั้ง มีชัย ฤชุพันธุ์ และ วิษณุ เครืองาม
ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทั่งก้าวเท้าสู่การเมือง เป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ทำภารกิจใหญ่ “ผ่าตัดระบบราชการ” ยุบเลิกหน่วยงานซ้ำซ้อน ลดภาระงบประมาณ สางกฎหมายล้าหลัง
ผ่านมา 4 เดือน “ปกรณ์” ยอมรับกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในการทำภารกิจสำคัญเพื่อชาติว่า เหนื่อย…แต่บ่นไม่ได้
ผมไม่เล่นการเมือง
ปกรณ์เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามถึง 4 เดือน ในการทำงานบนเก้าอี้รองนายกฯ
ว่า..“เหนื่อยครับ มีอะไรที่ต้องทำเยอะมากกว่าที่เคยทำ เพราะภารกิจไม่เหมือนเดิม ครอบคลุมหลากหลายกว่า เป็นเรื่องนโยบายที่เราต้องผลักดัน เดิมเป็นข้าราชการประจำก็ทำเฉพาะหน้าที่ของเรา แต่รองนายกฯ จะกว้างขวางขึ้น”
เขาย้อนความให้ฟังถึงการตัดสินใจรับตำแหน่งรองนายกฯ ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นคนชวนด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า มาทำงานตรงนี้ทำประโยชน์ให้ประเทศได้มากกว่า สามารถผลักดันเรื่องต่าง ๆ ได้ ที่สำคัญทำเรื่องทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย ตรงไปตรงมา เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต
“ผมมีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือ Mandate ที่ท่านนายกฯ บอกให้ผมทำ แล้วผมก็รับด้วย Mandate นี้ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้เลย ทำอะไรก็ตามให้ตรงไปตรงมา ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ”
“ปกรณ์” พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผมไม่ได้คิดว่าจะมาเล่นการเมือง แต่คิดว่าจะมาทำการเมือง ผมไม่ชอบเล่น ผมชอบจริงจัง เพราะฉะนั้นจะไม่เล่นครับ” สอดคล้องกับนิยามการเมืองของเขาที่ตอบสั้น ๆ “ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ในความหมายผม สั้น ๆ แค่นี้”
“แม้ยากก็ต้องทำ ไหน ๆ มาช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว ก็บอกว่ามีโอกาสทำ ก็จะทำให้ดีที่สุด”
ปฏิรูปราชการ-OECD
ปกรณ์อธิบายถึงหน้าที่บนเก้าอี้รองนายกฯ ว่า “สิ่งที่ผมได้รับมอบหมายคือภารกิจที่เกี่ยวข้อง คือ การพัฒนาระบบราชการให้ดีขึ้นกว่าเดิม และการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นเรื่องหลัก”
“การพัฒนาระบบราชการ ตอนนี้เราเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศไปเยอะ จากเดิมที่เราใช้ Manual เป็นหลัก เดี๋ยวนี้มันมีเทคโนโลยี มีอะไรต่าง ๆ นานาเข้ามา สิ่งที่เราจะทำก็คือ เราจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานให้มากขึ้น เพราะรัฐเองก็เปลี่ยนบทบาท จากเดิมเราเป็น Controller เป็น Regulator ตอนนี้เราต้องเปลี่ยนเป็น Facilitator การอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน เขาสามารถทำธุรกิจได้ดีขึ้น ให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น”
ขณะที่ความพร้อมในการเข้าสู่ OECD ขณะนี้ ได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้น Initial Memorandum (IM) ไปแล้ว ซึ่งเป็นการประเมินตัวเอง ว่าตัวเองมี Gap ตรงไหนบ้าง พอส่งให้เขาดูแล้ว เขาจะส่ง Technical Review Team มาดูในเรื่อง Technical ว่าสิ่งที่เราประเมินตัวเองไปยังมีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า ถ้าของทีมของกฎหมายผ่านนั่นหมายความว่ามาตรฐานทางกฎหมายเราสอดคล้องกับ Standard ของประเทศในกลุ่ม OECD เพราะฉะนั้น Pillar อื่นมันจะตามไปได้
ปกรณ์บอก “ข้อดี” หากไทยเป็นสมาชิก OECD ที่มีสมาชิกกว่า 38 ประเทศว่า เราสามารถที่จะค้าขายกับประเทศอื่น ๆ อีก 38 ประเทศได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปทำ Bilateral ข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย เป็นผลประโยชน์ คล้าย ๆ กับเปิดตลาดรวดเดียว 38 ประเทศ

ไม่ถอดใจ ตัดสินใจเข้ามา
แม้ในช่วงแรก “ปกรณ์” บอกเหนื่อย… แต่ตอนช่วงท้ายการสนทนาเขาตอบอีกครั้งว่า “ไม่เหนื่อยหรอกครับ เหนื่อยไม่ได้ เพราะเลือกเข้ามาเอง ถ้าเหนื่อยถอดใจได้ไหม ถอดไม่ได้ เพราะผมตัดสินใจเข้ามาเอง”
“สนุกไหม ไม่สนุก แต่ต้องทำ โอกาสมาครั้งเดียว ชาติหน้าไม่รู้ผมจะได้เกิดหรือเปล่า แล้วผมก็อายุเยอะแล้ว ถ้าผมอยู่ในตำแหน่งผมมีโอกาส ผมจะทำให้ดีที่สุด หลังจากนี้ผมก็จะไม่ยุ่งอะไรกับใครแล้ว”
ทำไมตอนแรกบอกว่าไม่เหนื่อย “ปกรณ์” ตอบว่า “เหนื่อย แต่บ่นไม่ได้”
เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา จะไม่บิดเบี้ยว วันนี้ “ปกรณ์” ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม
“คุณคิดว่าผมเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ สำหรับผมคิดว่าผมเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นผมนอนไม่หลับหรอก ทุกวันนี้ผมยังนอนหลับทุกคืน…สบาย”
“ยึดหลักเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง แล้วผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณ ครม.ทุกท่าน ที่บอกให้ผมทำอะไรให้ตรงไปตรงมาที่สุด ผมมีหน้าที่ดูแลทุกคน มีหน้าที่ดูแลประเทศนี้ผมก็จะทำของผมให้ดีที่สุด”
มีใบสั่งทางการเมืองไหม ? “หึ..ใบสั่งคือ ตรงไปตรงมาอย่างเดียว”
ไม่ตามรอยมีชัย-วิษณุ
ถามปกรณ์ในฐานะศิษย์เอกของนักกฎหมายระดับพญาครุฑ อย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ รวมถึงปรมาจารย์กฎหมายอย่าง วิษณุ เครืองาม-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะตามรอย 3 คนนี้ไหม
“ผมไม่เดินตามรอยใคร ผมมีวิถีของผมเอง ผมจะทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่ผมจะต้องทำ ให้เหมาะกับสถานการณ์ที่มันเป็นอยู่ ผมคิดแค่นั้น ไม่คิดจะตามรอยใคร ทุกคนมีรอยของตัวเอง ผมก็มีของผม”
คิดว่า Legacy ที่เราจะทิ้งไว้คืออะไร ปกรณ์ตอบว่า “ผมจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แค่นั้นแหละ ผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้จริง ๆ ไม่ได้คิดจะทิ้งอะไรไว้ ไม่ต้องคำนึงถึงคุณงามความดีอะไรของผม ผมจะทำเต็มที่ให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ ร่างกายผมก็บริจาคแล้ว สุดท้ายผมหายไป ผมก็หายไปเฉย ๆ ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น”
ไปทำขนมเปี๊ยะ ไม่กลับกฤษฎีกา
ถ้าพ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะกลับไปนั่งคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกไหม “ปกรณ์” ตอบว่า “ผมคงไม่กลับไป ไม่อยู่ในคณะไหนเลย ผมคิดว่าผมไม่ควรจะกลับเข้าไปแล้ว เพราะผมพ้นมาแล้วที่นั่นผมทำเต็มที่มา 35-36 ปีแล้ว”
“จะไปช่วยภรรยาทำขนมขาย ภรรยาผมทำขนมเปี๊ยะอร่อย แล้วผมเป็นมือปั้นที่ภรรยาส่งมาใช้แรงงาน”
บอกให้ปกรณ์ฝากร้านภรรยาได้ แต่เขาปฏิเสธ “อย่าเพิ่งเลย เดี๋ยวเขาหาว่าผมผลประโยชน์ทับซ้อน หาว่าผมผิดมาตรา 184, 185, 186”
