เปิดหนังสือ สตง. จี้บอร์ด Thai PBS ดำเนินการ ผอ.-ชดใช้ 85.22 ล้าน
เปิดหนังสือผู้ว่า สตง. แจ้งผลตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน Thai PBS ปีงบประมาณ 2565–2568 ระบุข้อบกพร่องการจ้างผลิตรายการและจ่ายค่าตอบแทน สั่งให้บอร์ดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับ ผอ.ส.ส.ท. และให้ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหาย 85.22 ล้านบาท พร้อมกำหนดกรอบเริ่มดำเนินการภายใน 60 วัน และให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน
จากกรณีที่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการรายงานว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ช่วงปีงบประมาณ 2565–2568 วงเงินรวมกว่า 5,094.56 ล้านบาท โดยพบข้อบกพร่องในส่วนการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนกว่า 85.22 ล้านบาท พร้อมทั้งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และดำเนินการทางวินัยกับพนักงานและลูกจ้างอีก 10 ราย
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวมติชน เปิดเผยเอกสารของ สตง. เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 โดยนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหนังสือถึงประธานกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เรื่อง การแจ้งผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย เรื่อง การใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยกรณีการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ
โดยเอกสารดังกล่าว ระบุเนื้อความดังนี้ “ตามที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 1 ได้ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย เรื่อง การใช้จ่ายเงินหรือการใช้ประโยชน์ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (กรณีการจ้างผลิตรายการ และการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ) ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ผลการตรวจสอบปรากฏว่า มีข้อบกพร่องเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐและก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย นั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 54 (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงขอแจ้งให้ท่านดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตาม 24 (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ดังนี้
1. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจกับนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตามสัญญาจ้างตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กรณีการจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงโดยไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) กรณีไม่ดำเนินการเพื่อให้มีระเบียบที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ประกอบข้อ 22 และอนุมัติให้มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายกำหนดไว้ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38 และมาตรา 48
2. ดำเนินการให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย รวมจำนวน 85,222,935.65 บาท (แปดสิบห้าล้านสองแสนสองหมื่นสองพันเก้าร้อยสามสิบห้าบาทหกสิบห้าสตางค์) อันประกอบไปด้วย ค่าเสียหายจากการกรณีการจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ปีงบประมาณ 2566 – 2568 จำนวน 15,840,000.00 บาท และค่าเสียหายจากการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 69,382,935.65 บาท
เพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ขอให้ท่านเร่งดำเนินการภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ โดยให้แจ้งการดำเนินการดังกล่าวไปให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทราบทันที เมื่อเริ่มต้นการดำเนินการ และต้องดำเนินกระบวนการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ และแจ้งผลของการดำเนินการไปให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทราบทุก 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบฉบับนี้จนกว่าจะดำเนินกระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตามหนังสือแจ้งนี้โดยเคร่งครัดต่อไป”


อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวบนสื่อตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา นายพิเศษ จียาศักดิ์ รอง ผอ. ส.ส.ท. ด้านบริหาร แถลงกรณีกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า ส.ส.ท. ยืนยันว่าในฐานะหน่วยรับตรวจ ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจาก สตง. แต่อย่างใด
จึงมีข้อสังเกตว่า ข้อมูลการตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นข้อมูลข่าวสารที่อยู่ระหว่างกระบวนการ และเป็นเรื่องภายในระหว่าง หน่วยตรวจ กับ หน่วยรับตรวจ ซึ่งควรได้รับการปกป้องตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เนื่องจากการเปิดเผยอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เหตุใดข้อมูลดังกล่าวจึงถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ได้ ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายยังไม่เป็นที่ยุติ และหน่วยงานผู้ถูกตรวจสอบยังมิได้รับทราบข้อมูลอย่างเป็นทางการ
อีกทั้งยังมีการส่งหนังสือไปยังประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องกรณีการดำเนินการตรวจสอบไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน
สำหรับรายละเอียด นายพิเศษ กล่าวว่า ส.ส.ท. ขอใช้สิทธิในการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตาม มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 และประกาศ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้คณะกรรมการโปรดพิจารณาวินิจฉัยการดำเนินการ ตรวจสอบของ สตง. ขอให้ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การเปิดเผยข้อมูลระหว่างการตรวจสอบ ขอให้พิจารณาว่า ข้อมูลการตรวจสอบที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะได้หรือไม่ โดยคำนึงถึงข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (2) และ (5) รวมถึงมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบที่ยังไม่ยุติ
2. มาตรการรักษาความลับของข้อมูล ขอให้ชี้แจงว่า สตง. มีกระบวนการรักษาความลับของข้อมูลระหว่างการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดข้อมูลที่ Thai PBS เห็นว่าเป็นข้อมูลระหว่างกระบวนการตรวจสอบจึงถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งที่หน่วยรับตรวจยังไม่ได้รับแจ้งผลอย่างเป็นทางการ
3. ความรับผิดชอบต่อกรณีข้อมูลรั่วไหล ขอให้ตรวจสอบว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกิดจากความจงใจหรือความบกพร่องในการปฏิบัติงานหรือไม่ พร้อมขอให้ชี้แจงแนวทางดำเนินการของ สตง. โดยระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่อาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561
4. แนวทางแก้ไขและเยียวยาความเสียหาย ขอให้พิจารณาว่า สตง. จะมีแนวทางแก้ไขความเข้าใจผิดและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อ ส.ส.ท. และบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไร ในเมื่อกระบวนการตรวจสอบยังไม่ได้ข้อยุติ
ทั้งนี้ หนังสือระบุว่า ตามมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ประกอบประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่เกี่ยวข้อง หน่วยรับตรวจมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หากเห็นว่าการดำเนินการตรวจสอบไม่เป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินหรือหลักเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยคณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องได้
ดังนั้น การเผยแพร่ข้อมูลผลการตรวจสอบที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ พร้อมระบุรายชื่อบุคคล ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดและหน่วยรับตรวจยังไม่ได้รับแจ้งผลอย่างเป็นทางการ เป็นกรณีที่ควรได้รับการตรวจสอบว่าเป็นไปตามนโยบายและหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นความโปร่งใสและการรักษาความลับของข้อมูลการตรวจสอบ


