แม้ว่าการปรับโครงสร้างใหม่ของพรรคเพื่อไทย ด้วยการ ลดบทบาท – ลดอำนาจทีม “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” จากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้เหลือเพียงแค่ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม.และ ส.ก.- ส.ข.ขีดวงให้ “เจ้าแม่ กทม.” อยู่ในพื้นที่บริหารแค่ กทม.เท่านั้น
ทว่าความเคลื่อนไหวของ “คุณหญิงสุดารัตน์” และทีมงาน ยังคงเร่งเร้ากระแสต่อเนื่อง ทั้งเดินหน้าโชว์วิสัยทัศน์ บริหาร กทม. เพราะแมชต์การแข่งขันชิงเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพใกล้เปิดฉากเต็มที
และยังรวมถึงเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ “ทีมคุณหญิงสุดารัตน์” ใช้อีเวนต์การเมืองเดือนตุลา โชว์ “ไอเดีย” แก้รัฐธรรมนูญ ในจังหวะที่ภายในพรรคเพื่อไทย กำลังชุลมุนกับการปรับโครงสร้างภายในพรรคใหม่ ทันทีที่ “ทีมเจ้าแม่ กทม.” ถูกเขี่ยออกจากอำนาจบริหาร และ คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็อุดมไปด้วยขุนพลสายชินวัตร ทั้งกลุ่มขึ้นตรงทักษิณ สายจันทร์ส่องหล้า และสาย ปู – ยิ่งลักษณ์
กลุ่มแคร์ – กลุ่มไทยรักษาชาติ เดิมกลับมาประจำทีมกันครบ แค่ตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค ก็มองออกว่าใคร – สายใคร นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ชูศักดิ์ ศิรินิล พิชัย นริพทะพันธุ์ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด
โควตาอีสาน อาทิ เกรียง กัลป์ตินันท์ หัวหน้ากลุ่ม ส.ส.อีสานใต้ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม
โควตา กทม.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ โควตาภาคเหนือ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นคนสนิทของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา อดีตคนการเมืองสายบู๊ข้างกายทักษิณ ที่เคยไปเป็นกองหนุนพรรคเพื่อชาติ
ด้านเลขาธิการพรรค เป็น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา คนสนิท เฮียเพ้ง พงศ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล แกนนำกลุ่มแคร์ อีกหนึ่งคนที่เรียกได้ว่าสายตรงทักษิณ ชินวัตร ขณะที่รองเลขาฯ พรรค อาทิ เผ่าภูมิ โรจนสกุล มือทำงานของภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำกลุ่มแคร์ “จักรพล ตั้งสุทธิธรรม” ส.ส.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดแนบแน่นกลุ่มเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เคยทำงานให้ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่อยู่พรรคไทยรักไทย “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” ส.ส.มหาสารคาม ลูกชายของ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” เลขาผู้นำฝ่ายค้าน ผู้ที่เคยนั่งเป็นประธาน กมธ.นิรโทษกรรมสุดซอย
นอกจากนี้ กก.บห.ชุดใหม่เตรียมที่จะตั้ง “คณะผู้บริหาร” ขึ้นมา 1 คณะ เป็นลักษณะบอร์ดเล็ก กำหนดทิศทางการเมือง ก่อนนำเสนอ บอร์ดใหญ่คือที่ประชุม กก.บห. และ ที่ประชุม ส.ส.พรรค
จึงปรากฏข่าวว่า “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” จะเข้ามานั่งหัวโต๊ะเดือนละครั้ง และขอให้เพื่อนสนิทในเครือข่าย “เซนต์โยคอนเนคชั่น” คือ คุณแจ๋ว นางจุฑารัตน์ เมนะเศวต เพื่อนร่วมรุ่นเซนต์โยเซฟ คอนเวนต์ มาช่วยจัดการงานในพรรค
ทั้งนี้ ในปี 2553 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมในปี 2552 และ 2553 ปรากฏชื่อ นางจุฑารัตน์ อยู่ใน 86 รายชื่อที่ เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่ม นปช.
และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ออกคำสั่งที่ 58/2553 ลงวันที่18 พ.ค.ลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของ นางจุฑารัตน์
ดังนั้น ชื่อนี้ใครๆ ในพรรคเพื่อไทยที่อยู่โยง ก็คงคุ้นชื่อ คุ้นหูอย่างดี แต่การปรับโครงสร้างใหม่ โดยพรรคเพื่อไทยกลับสู่ยุคสายตรงชินวัตร “อีกครั้ง” จะสามารถพลิกเป็นแต้มต่อให้กลับมาเฟื้องฟูอีกครั้งได้หรือไม่

“สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ ว่า การเอากลุ่มแคร์ ไทยรักษาชาติ กลับมา ลดบาททีมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมประกาศว่าคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ กลับมาแล้ว แม้ไม่ประกาศเขาก็รู้กันว่ามาอยู่แล้ว อาจเป็นภาพที่ดีกว่าภาพก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่า เพื่อไทยเปิดดีลกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ลอนดอน เมื่อปี 2560 เพราะกว่าดีลครั้งนี้ดีลเหนือ พล.อ.ประวิตร อีกที แต่ปัญหาที่เพื่อไทยต้องเจอคือ การถูก “ตัดกำลังฐานเสียง” ทั้งกลุ่มชั้นบนรุ่นใหญ่ และชั้นล่างโหวตเตอร์หน้าใหม่
“สติธร” จำแหนกว่า “คนรุ่นใหญ่” ถูกพรรคพลังประชารัฐดึงคะแนน เช่น คนชนบท คนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายยิงตรงถึงกระเป๋าสตางค์ ซึ่งพลังประชารัฐก็เจาะกลุ่มนี้ทุกวัน ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่แก้เกมนี้ก็จะโดนยึดฐานเสียงไป เพราะคนกลุ่มนี้อาจรอพรรคเพื่อไทยไม่ไหว แนวโน้มไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จึงอยู่กับปัจจุบันดีกว่า
“นโยบายเพื่อไทย กับพลังประชารัฐก็คล้ายกัน การยิงเงินตรงถึงกระเป๋าเหมือนกัน แถมพลังประชารัฐเพิ่มเงินให้ด้วย ฐานคนอายุเยอะจึงโดนพลังประชารัฐตัดอยู่ตลอด”
สติธร กล่าวว่า ส่วนฐานล่าง “คนรุ่นใหม่” กู่ไม่กลับ เพราะคนกลุ่มนี้สนับสนุนพรรคก้าวไกล (พรรคอนาคตใหม่เดิม) อยู่แล้ว แม้จะมีพรรคเพื่อไทยบ้างในฐานกลุ่มเดียวกัน แต่หลักๆ 60-70% ไปทางพรรคก้าวไกลอยู่แล้ว
“เมื่อรุ่นใหม่ก็ชิงส่วนแบ่งไม่ได้ รุ่นใหญ่ก็โดนเซาะไปทุกวัน เพื่อไทยจึงต้องปรับ ถ้าปรับแบบปัจจุบัน (ดึงกลุ่มแคร์ – ไทยรักษาชาติกลับมา) ก็สู้เกม 2 ฝั่ง เหมือนเดิม ซึ่งแนวของไทยรักษาชาติ กับกลุ่มแคร์ คือการพยายามสร้างภาพลักษณ์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดึงคะแนนคนรุ่นใหม่มาบ้าง แต่เมื่อออกไปเป็นกลุ่มสักระยะหนึ่งก็พอเห็นแล้วว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ไม่ค่อยได้อะไรขึ้นมา จึงคิดอีกวิธีหนึ่งคือ กลับมารวมที่พรรคเพื่อไทย แล้วรีแบรนด์พรรคเพื่อไทยใหม่แล้วก็ขายใหม่”
“สติธร” มองข้ามช็อตว่า หากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยสู้เกมนี้ไม่ได้ ก็อาจจะต้องไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคเพื่อไทยได้แต้มต่อแบบ “พระเอก” อาศัยจังหวะที่พรรคพลังประชารัฐไม่เป็นเอกภาพ – มีการต่อรองระหว่างกลุ่มกันสูง ให้พลิกขั้วกลับมาจับมือกับพรรคเพื่อไทยมีจุดแข็ง “นายหญิง-นายใหญ่” เป็นเอกภาพ
ลักษณะเช่นนี้ เป็นพรรคร่วมรัฐบาลขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ “รัฐบาลแห่งชาติ” เพียงแต่เป็นรัฐบาลด้วยกันได้ โดยมีพรคเพื่อไทยเป็นพรรคหลัก
สติธร กล่าวว่า แต่ปัญหาการเดินเกมในแบบนี้คือ เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจ “ซื้อใจฐานคนรุ่นเก่า-รุ่นใหญ่” ที่เป็นฐานเสียงเดิม โดยจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ก็จะทำให้เสียฐานคนรุ่นใหม่ไป
“แต่ถ้าไม่เล่นบทนี้ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ฐานเสียงคนรุ่นใหม่อยู่ดี เพราะคนกลุ่มนี้เลือกพรรคก้าวไกล อาจจะต้องยอมตัดทิ้งไป เล่นการเมืองแบบได้เสีย ไปจับกลุ่มเจน x เจน y เกิดทันสมัยรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลไทยรักไทยยังโอเคกว่า และมองว่าถ้าไปกับสายก้าวหน้าไม่ไหวอันตรายสุดโต่ง ก็ยังมีช่องอธิบายสำหรับคนที่กลัวอันตรายจากการไปไกล ก็ประนีประนอมลงมา”
ทว่า เงื่อนไขใหญ่ที่เพื่อไทยจะร่วมพลิกขั้วร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ อาจมี เงื่อนไขตัวโตๆ ที่ นายกรัฐมนตรี จะต้องไม่ใช่ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถ้าจะใช้หมากนี้ ต้องเป็นหมากที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เข้าตาจน ไขก๊อกลาออก