เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
Politics 3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
HR เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
รบ.แจ้งคืบหน้าเออร์ลี่รีไทร์ ขรก. เล็ง 2 กลุ่ม ได้เงินสูงสุด 12 เท่า แลกเงื่อนไขห้ามกลับเข้ารัฐ
Politics รบ.แจ้งคืบหน้าเออร์ลี่รีไทร์ ขรก. เล็ง 2 กลุ่ม ได้เงินสูงสุด 12 เท่า แลกเงื่อนไขห้ามกลับเข้ารัฐ
ราคาทองวันนี้ (5 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ก.ย. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,950 บาท
เส้นทางวิบาก 28 ปี กกต. กรรมการติดคุก – ถูกวางระเบิด  
Politics เส้นทางวิบาก 28 ปี กกต. กรรมการติดคุก – ถูกวางระเบิด  
2 ทายาทแสนสิริ เดินเกมใหญ่-รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์
Real Estate 2 ทายาทแสนสิริ เดินเกมใหญ่-รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์
มิตซูบิชิ ปาเจโร ผลิตจากไทย ไปไกลทั่วโลก
Automotive มิตซูบิชิ ปาเจโร ผลิตจากไทย ไปไกลทั่วโลก
‘ยีลด์’ พันธบัตรทั่วโลกพุ่ง สงครามอิหร่านรอบใหม่ ‘ซ้ำเติม’
World ‘ยีลด์’ พันธบัตรทั่วโลกพุ่ง สงครามอิหร่านรอบใหม่ ‘ซ้ำเติม’
กรมอุตุฯ เตือน เหนือ-อีสานฝนตกหนักถึงหนักมาก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
News กรมอุตุฯ เตือน เหนือ-อีสานฝนตกหนักถึงหนักมาก กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่
เมื่อประธานเฟดขึ้นดอกเบี้ยด้วยคำพูด
Finance เมื่อประธานเฟดขึ้นดอกเบี้ยด้วยคำพูด
ดูทั้งหมด

ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจ ‘ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชทพ.’ รู้หลบเป็นปีก

17 ต.ค. 2563 | 18:30น.
ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล

การชุมนุม 14 ตุลาคม 2563 ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร 2563” ยุติลงชั่วคราว หลังจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร สลายการชุมนุมม็อบล้อมทำเนียบรัฐบาลเมื่อย่ำรุ่งวันที่ 15 ตุลาคม 2563

ตามมาด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 36/2563 แต่งตั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีเป็น “ผู้กำกับการปฏิบัติงาน” ของ “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะ “หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง”

“พล.อ.ประยุทธ์” ตั้งกองบัญชาการเผชิญเหตุ “ม็อบคณะราษฎร 2563” รวมศูนย์อำนาจการบริหารสถานการณ์ไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล-ฉายหนัง “ม้วนเดิม”

ไม่ต่างไปจากในยุค ศอฉ. สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และ ศอ.รส. สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์สำรวจ 20 พรรคร่วมรัฐบาล

ประเมินข้อเรียกร้อง “ประยุทธ์ออกไป” ของ “คณะราษฎร 2563” พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ต่างขะมักเขม้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ-ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป เพราะ “พล.อ.ประยุทธ์” จูงมือรัฐมนตรีโควตากลาง-สายตรง และโควตาพรรคร่วมรัฐบาล หัวหน้าพรรค-แกนนำมุ้ง เรียงหน้ากระดานมาร่วมแถลงซ้ำ-ย้ำจุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันเสียงแข็ง “ไม่ลาออก” เรียกความมั่นใจ-รอยยิ้นจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลัง การันตีว่า การ “ลาออก” หรือ แม้กระทั่งการ “ยุบสถา” จะไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะเวลาอันใกล้

เพราะทุกพรรคการเมือง “รู้อยู่เต็มอก” ว่า หาก “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจลาออกขณะนี้ อย่างไรเสีย ชื่อ “นายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ก็ยังชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เพราะกติกาการเลือกตั้งเก่า-รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ ที่ให้ ส.ว.250 คน มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี

ซึ่งการ “ฟอร์มรัฐบาลใหม่” ไม่มีอะไรการันตีว่า “เก้าอี้เสนาบดี-โควต้ารัฐมนตรี” ของพรรคร่วมรัฐบาล แม้แต่กับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐเอง จะได้ “กระทรวงเกรดเอ” เหมือนที่เสวยสุขกันอยู่ตอนนี้

ยิ่งหาก “พล.อ.ประยุทธ์” ชิง “ยุบสภา” จะกลายเป็น “งานหนัก” ของบรรดานักการเมืองอาชีพ ที่ไม่มีใครพร้อม-ไม่มีใครอยากที่จะเลือกตั้งใหม่ เพราะต้องเสียทั้งพลังงาน-พลังเงินมหาศาล

คำถามลอยลม-ฝันหวานที่หวังว่า “พรรคร่วมรัฐบาล” อย่างพรรคประชาธิปัตย์-พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จะถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คงเป็นได้เพียงความคิดของ “คนโลกสวย”

“วราวุธ ศิลปอาชา” คีย์แมนพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) แม้ไม่เห็นการออกมายืนแถวหน้า-แลกหมัดกับแกนนำผู้ชุมนุมแทนรัฐบาล แต่ได้ส่ง “นิกร จำนง” ไปนั่งเคลื่อนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็น “แสงสว่างในปลายอุโมงค์”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่แน่ใจว่า ประเด็นอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และเป้าหมาย
ที่แท้จริงคืออะไร ถ้าเป็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเราเห็นตรงกันแล้วว่าควรจะแก้”

“วราวุธ” ตอบข้อสงสัยที่ว่า อะไรทำให้ไม่เห็นพรรคร่วมรัฐบาล “แอ็กชั่น” เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งเท่าที่ควร

เพราะ “ไม่เห็นมีใคร (ผู้ชุมนุม) พูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย และพรรคเทิดทูนสถาบันเหนือสิ่งอื่นใด”

ดังนั้น เมื่อเป็นประเด็นเรื่องสถาบัน การ “เงียบที่สุด” และเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาจึงเป็น “ทางออก” ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุม

ซึ่งการที่รัฐธรรมนูญยังอยู่ในเส้นทาง-ไม่ถูกคว่ำก็ยังเป็นช่องทาง “ผ่าทางตัน”

ด้าน “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.แห่งภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะตัวแทนพรรคในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ก่อนลงมติรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เห็นว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีอยู่จริง และเห็นว่าต้องแก้ไข

“หัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำสมาชิกแถลงว่าเราขอให้ ส.ส.ร.มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่ประชุมของพรรคร่วมรัฐบาล พรรคได้อภิปรายสนับสนุนมาโดยตลอด ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่นจะเห็นร่วมกับเราหรือไม่ เราจะแก้ในฐานะพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ และเห็นปัญหา”

ขณะที่ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” และสถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

“สาทิตย์” มองผ่านแว่นคนเคยทำม็อบ จำแนกประเด็นเรียกร้องของผู้ชุมนุม 2 ประเด็นใหญ่ 1.ข้อเรียกร้องทางการเมือง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ออกไป ปฏิรูปการศึกษา-การเมือง สามารถเรียกร้องได้ เป็นการชุมนุมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และ 2.ข้อเรียกร้องสถาบันพระมหากษัตริย์

“การชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ที่สำคัญ เพราะประเด็นข้อเรียกร้องทางการเมืองทั้งหมดถูกคลุมทับด้วยประเด็นเรื่องสถาบัน จุดประเด็นความไม่พอใจ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนจำนวนมาก”

มาถึงขณะนี้ “สาทิตย์” มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเรื่องเดียวไม่สามารถทำให้แก้ปัญหาหรือท่าทีของผู้ชุมนุมได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ลดเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง” ซึ่งทุกพรรคการเมืองกำลังดำเนินการอยู่ “แต่ไม่ใช่ทางออก”

“เป็นห่วงเรื่องการดันเพดานให้สูง ทำให้คนไม่พอใจมากขึ้น ควรจะทบทวนท่าที เพราะทำให้ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปการศึกษา-เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำหายไปหมด กลายเป็นประเด็น (สถาบัน) เดียว และสร้างความขัดแย้งง่ายที่สุด”

เมื่อแกนนำถูกจับกุมไป แต่สถานการณ์การชุมนุมตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น แยกราชประสงค์ ยังดำเนินต่อไป ในฐานะ “ม็อบรุ่นพี่” เปรียบเทียบ “ม็อบยุคใหม่” ว่า การชุมนุมในยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมเรียกว่า “ยุคทีวีดาวเทียม” ระดมมวลชนผ่านทีวีดาวเทียม-เครือข่าย และมารวมกลุ่มกันบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยแกนนำสามารถควบคุมได้

“แต่ปัจจุบันนัดกันผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งข้อเรียกร้องไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะจับแกนนำไปแล้ว แต่เชื่อว่าคงจะมีการชุมนุมเรียกร้องในลักษณะเป็นจุด ๆ ต่อไปอีก”

ส่วน “ฉากจบ” การชุมนุมในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร “สาทิตย์” ยอมรับว่า “ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้”

“การประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน และมีการจับกุมแกนนำ แน่นอนย่อมไม่มีคนเห็นด้วย มีการกล่าวโทษไปที่รัฐบาล หรือสูงกว่ารัฐบาลเข้าไปอีก สร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ชุมนุมออกมา หรือแสดงออกมากขึ้นก็เป็นไปได้”

“ขณะเดียวกันการดำเนินการตามกฎหมายจัดการกับแกนนำทำให้คน ที่สามารถนำมวลชนได้จะลดลงฉะนั้นการเคลื่อนไหวของมวลชนก็จะเปลี่ยนทิศทางไป เช่น ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นเป็นกลุ่ม มีการกระจายมากขึ้น”

“แต่หลายคนกังวลว่า การกระจายไปจะบานปลายไปสู่กลุ่มบางกลุ่มที่เคยทำงานในลักษณะใต้ดินหรือไม่ เช่น การก่อความรุนแรง ซึ่งเป็นการคาดการณ์ อาจจะไม่มีก็ได้”

ดังนั้น ไม่ว่าจะซีนาริโอเหตุการณ์-พยากรณ์ฉากจบอย่างไร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียุครัฐบาลอภิสิทธิ์ “ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลและสังคม”

ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมยังจึงยังเขม็งเกลียว-รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  ยังไม่หาทางออกโดย “สันติวิธี” ด้วยการ “เจรจา” เมื่อผู้ชุมนุมที่ยกระดับจาก “คณะราษฎร” เป็น “ราษฎร”