จากเป้าหมาย “Net Zero” ของประเทศไทยที่กำหนดเป้าหมายปีค.ศ. 2065 เป็นปีที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ กลุ่มบางจากฯ ซึ่งได้ประกาศเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนในปีค.ศ. 2030 และ Net Zero ในปีค.ศ. 2050 มุ่งมั่นร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยแผน BCP NET ครอบคลุม 4 แนวทาง โดยเน้นกระบวนการที่จับต้องได้และสามารถหวังผลในระยะยาวดังนี้

B = Breakthrough Performance เน้นกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เทคโนโลยีและเชื้อเพลิงที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก การเปิดสถานีบริการ Net Zero การใช้ไฟฟ้าจากระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าของบีซีพีจี เป็นต้น
C = Conserving Nature and Society สนับสนุนการสร้างสมดุลทางระบบนิเวศและเชื่อมโยงสู่สังคม คาร์บอนต่ำ ผ่านการดูดซับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ มุ่งเน้นพัฒนากิจกรรมเพิ่มพื้นที่ในการดูดซับคาร์บอนจาก 2 ระบบนิเวศ ได้แก่ 1) ระบบนิเวศจากป่า (Green Carbon) เช่นโครงการปลูกป่ากับกรมป่าไม้ โครงการอนุรักษ์ป่าชุมชนร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และปลูกต้นไม้ในพื้นที่ปฏิบัติการทั่วประเทศ และ 2) ระบบนิเวศทางทะเล (Blue Carbon) จากแหล่งป่าชายเลนและหญ้าทะเล เช่น โครงการปลูกป่าชายเลนร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แหล่งหญ้าทะเลเพื่อช่วยในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่เกาะหมากและเกาะกระดาด จังหวัดตราด เป็นต้น
P = Proactive Business Growth and Transition เปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยเทคโนโลยีเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสีเขียว เน้นขยายการลงทุน ใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ ศึกษาเทคโนโลยีตอบโจทย์ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เช่น Blue/Green Hydrogen เชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนหรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมสร้างวัฒนธรรมคาร์บอนต่ำ
NET = Net Zero Ecosystem สร้างระบบนิเวศเพื่อรองรับการไปสู่เป้าหมาย Net Zero อาทิ การดำเนินธุรกิจขนส่งเชื้อเพลิงโดยบริษัท BFPL การให้บริการและจำหน่ายเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ การจัดทำแพลตฟอร์มให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Winnonie การก่อตั้ง Carbon Markets Club เพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต การร่วมก่อตั้ง Syn Bio Consortium การสร้างวัฒนธรรมคาร์บอนต่ำในองค์กรผ่านโครงการรณรงค์ต่าง ๆ เช่น ‘Bangchak100x Climate Action ทุกคนช่วยได้’ ไปจนถึงโครงการรณรงค์ลดขยะกับลูกค้าและผู้บริโภค เช่น ‘แก้วเพาะกล้า’ ‘รักษ์ ปัน สุข’ และ ‘ขยะกำพร้าสัญจร’ ฯลฯ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสื่อสารกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ นำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
โดยในส่วนของ “C” Conserving Nature and Society มีภารกิจสำคัญคือการ สนับสนุนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการศึกษา Blue Carbon จากการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของแหล่งหญ้าทะเลในแนวปะการังภาคตะวันออกเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย นำไปสู่ความร่วมมือพัฒนาพื้นที่และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สู่ Low Carbon Destination หมู่เกาะหมาก อ.เกาะกูด จ.ตราด ระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย บริษัท บางจากฯ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การบริหารส่วนตาบลเกาะหมาก และ วิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด เพื่อส่งเสริมศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย
ต่อยอดการศึกษา Blue Carbon เชื่อมโยงสังคมคาร์บอนต่ำ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทบางจาก กล่าวว่า ข้อมูลของ IUCN (International Union for Conservation of Nature) เมื่อปีที่แล้ว รายงานว่าหญ้าทะเลสามารถดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าบนบกถึง 7-10 เท่า แต่ด้วยข้อมูลในประเทศไทยยังมีไม่มาก ผลการศึกษาเรื่องบลูคาร์บอนจากหญ้าทะเลในบริเวณเกาะหมากครั้งนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการดูดซับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีที่กลุ่มบางจากฯ ได้ร่วมพัฒนาเกาะหมากในฐานะพื้นที่ต้นแบบของสังคมคาร์บอนต่ำในเมืองไทย ผ่านรูปแบบความร่วมมืออื่น ๆ อาทิ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบนพื้นที่บริเวณเกาะหมากได้ทดลองใช้ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Winnonie รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมืออื่น ๆ เช่น โรงเรียน Net Zero จากการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ต่อยอดสู่การสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นต้น

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า หญ้าทะเลเป็นพืชกลุ่มเดียวที่อยู่ในทะเลเต็มตัวจึงมีความสามารถเฉพาะตัวในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกหลายเท่าตัว เนื่องจากเมื่อมีตะกอนไหลผ่านหญ้าทะเล หญ้าทะเลจะไปช่วยดักคาร์บอนให้จมลงสู่ใต้พื้นดิน เมื่อหญ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นก็สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดินได้มากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศมีการเข้าไปฟื้นฟู ส่วนที่เพิ่มมาจากการฟื้นฟูสามารถเอาไปหักลบกับกำแพงภาษีคาร์บอนในการส่งออกสินค้า หรือ เอาไปใช้ประโยชน์เป็นคาร์บอนเครดิตได้ นอกเหนือจากที่จะส่งผลดีต่อธรรมชาติ ช่วยให้ระบบนิเวศดีขึ้น เป็นผลดีกับชาวประมงในการหาปลา ไปต้องออกเรือไปไกลอีกด้วย
ฟากเสียงสะท้อนของภาคประชาชนบนพื้นที่เกาะหมาก นพดล สุทธิธนกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด กล่าวว่า ในหญ้าทะเลจะมีสัตว์น้ำเล็ก ๆ อาศัยอยู่เป็นที่หลบภัย ปกติชาวบ้านก็จะทำมาหากินในหญ้าทะเลอยู่แล้ว พอบางจากฯ เข้ามาศึกษาเรื่องบลูคาร์บอนจากหญ้าทะเล ชาวบ้านก็ได้รู้เรื่องระบบนิเวศของหญ้าทะเลเพิ่มเติมว่าสามารถช่วยดูดซับคาร์บอนได้ ชาวบ้านก็ยิ่งหวงแหนและอยากอนุรักษ์เพื่อให้ระบบนิเวศดียิ่งขึ้น ส่วน นล สุวัจนานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก กล่าวว่า เมื่อชุมชนรับรู้ถึงการมาศึกษาบลูคาร์บอนจากหญ้าทะเลของบางจากฯ ทำให้คนในพื้นที่มีความตื่นตัว เกิดความหวงแหนแนวปะการังเพราะจะช่วยให้เกาะหมากเป็น Low Carbon Destination ได้มากยิ่งขึ้น
นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. กล่าวว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของบางจากฯ จะส่งผลดีต่อพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในความดูแลของ อพท. อย่างเกาะหมากให้สามารถยกระดับขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมภาคการท่องเที่ยวให้น้อยกว่าแหล่งท่องเที่ยวโดยทั่วไป รวมไปถึงการหากิจกรรมการท่องเที่ยวที่จะช่วยดูดซับคาร์บอน เพื่อที่จะชดเชยคาร์บอน ที่ถูกปล่อยจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะหมาก
สำหรับการดำเนินงานขั้นต่อไปของการศึกษาการดูดซับคาร์บอนของหญ้าทะเล จะวิเคราะห์ข้อมูลการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน และทำการสำรวจเพิ่มเติม ตลอดจนวางแผนการปลูกหญ้าทะเลและฟื้นฟูพื้นที่ต่างๆ โดยใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด
