ตลาดอสังหาฯ เมืองชายทะเล ‘ประจวบฯ-เพชรบุรี’ ชะลอตัว คอนโดฯ ใช้เวลาขาย 19 ปี
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เมืองชายทะเล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์-เพชรบุรี ชะลอตัว คอนโดฯใช้เวลาขาย 19 ปี
นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยครึ่งปี 2569 ในพื้นที่ภาคตะวันตก 2 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี แม้ตัวเลขยอดขายในครึ่งแรก จะส่งสัญญาณชะลอตัวจากการปรับฐานอุปทาน แต่ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสการเติบโตระลอกใหม่
จากการเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M82 (ช่วงบางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว) และความพร้อมของรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม-หัวหิน-ชุมพร ซึ่งช่วยปลดล็อกปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2 และลดระยะเวลาการเดินทางสู่เมืองท่องเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันตกลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ทำเลชะอำ-หัวหิน ยังคงมีศักยภาพโดดเด่นในการดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังที่สองของกลุ่มผู้เกษียณอายุทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนกลุ่มพำนักระยะยาว (Long-Stay) ซึ่งการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่และการเร่งระบายสต๊อกของผู้ประกอบการในปัจจุบัน จะช่วยให้ตลาดปรับสมดุลอุปทานส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพร้อมรองรับการฟื้นตัวของกำลังซื้อคุณภาพสูงที่จะหลั่งไหลเข้ามาตามโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์แบบในระยะข้างหน้า
น.ส.สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ผลสำรวจสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยภาคตะวันตก โดยพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อตัดข้อมูลที่อยู่อาศัยประเภทวิลล่าออก พบว่ามี Total Supply รวม 2,439 หน่วย ลดลง 12.9% สาเหตุหลักมาจากการหดตัวของอาคารชุดที่หน่วยเสนอขายลดลงถึง 45.59%
ด้าน New Sales ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 33.26% ขณะที่ Remaining Supply อยู่ที่ 2,116 หน่วย ลดลง 8.7% ส่งผลให้อัตราดูดซับรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 2.20% ต่อเดือน บ้านจัดสรร 1.0% ต่อเดือน, อาคารชุด 3.9% ต่อเดือน คาดว่าจะต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือเฉลี่ย 66 เดือน
ส่วนพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มี Total Supply รวม 2,371 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.5% เนื่องจากมี New Supply เข้าสู่ตลาด 246 หน่วย ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรรในโซนชะอำ ขณะที่ New Sales รวมกลับหดตัวลง 45.6%
โดยมีจุดเปราะบางสำคัญที่ตลาดอาคารชุด ซึ่งยอดขายใหม่ทรุดตัวลงถึง 81.9% ส่งผลให้ Remaining Supply รวมสะสมอยู่ที่ 2,235 หน่วย เพิ่มขึ้น 10.8% บ้านจัดสรร 1,346 หน่วย เพิ่มขึ้น 27.9% อาคารชุด 889 หน่วย ลดลง 8.0%
อัตราดูดซับรวมเฉลี่ยต่ำเพียง 1.0% ต่อเดือน บ้านจัดสรร 1.3%, อาคารชุด 0.4% คาดว่าจะต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 98 เดือน โดยเฉพาะตลาดอาคารชุดที่อัตราดูดซับลดลงเหลือ 0.4% ต่อเดือน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 232 เดือน หรือประมาณ 19 ปี และบ้านจัดสรรใช้เวลา 71 เดือน หรือประมาณ 5 ปี