เศรษฐา ทวีสิน รับรางวัล Prime Minister’s TZD+ Award ต้นแบบแก้เหลื่อมล้ำการศึกษาไทย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เข้ารับมอบรางวัลเกียรติยศ Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Award ประจำปี 2569 จากนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้ริเริ่มผลักดันโครงการ Thailand Zero Dropout จากภาคเอกชนสู่ภารกิจแห่งชาติ
ขณะที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลองค์กรขับเคลื่อน Zero Dropout ในฐานะภาคเอกชนผู้นำร่องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน ความสำเร็จดังกล่าวเริ่มต้นจากแนวคิด “คนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก” สมัยดำรงตำแหน่งผู้บริหารแสนสิริ ก่อนสานต่อในฐานะผู้นำประเทศเพื่อพลิกโฉมโครงสร้างการศึกษาไทย
จุดเด่นของโครงการคือการเลือกสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีสถิติเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบสูงและมีความเหลื่อมล้ำหลากหลาย โดยยกระดับเป็น Sandbox ระหว่างปี 2565-2570 พร้อมระดมทุน 100 ล้านบาทผ่านหุ้นกู้เพื่อสังคมครั้งแรกในเอเชีย บริหารจัดการงบประมาณโปร่งใสโดยให้งบฯ ไม่น้อยกว่า 80% ส่งตรงถึงทุนเด็กและกิจกรรมช่วยเหลือ

นายเศรษฐากล่าวว่า เงิน 100 ล้านบาทที่ได้จากการระดมทุนของแสนสิริในวันนั้น อาจไม่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ทั้งประเทศ แต่ถือเป็นการจุดประกายให้เกิดการลงมือทำเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้ทุกภาคส่วนหันมาช่วยกัน และเมื่อส่งไม้ต่อมาในหมวกของผู้นำประเทศ จึงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ในวันนี้ตนอยากให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบริษัทเอกชน ถ้าเรามีสัก 20 องค์กร ค่อย ๆ ช่วยทีละจังหวัด เชื่อว่าในอีก 5-10 ปีภาพของการศึกษาของเด็กไทยจะเปลี่ยนไปแน่นอน โดยทุกองค์กรร่วมตั้งเป้าหมายสูงสุดคือ ต้องไม่มีเด็กและเยาวชนคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษาในประเทศนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการใช้ฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลเชิงรุก ดึงพวกเขากลับเข้าสู่ห้องเรียน พร้อมส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้เรียน
มุ่งเน้นสมรรถนะ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบ เพราะเด็กและเยาวชนคือผู้กำหนดอนาคตของชาติ และทุกคนต้องได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค

จากผลลัพธ์ของราชบุรีโมเดลที่ทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่าย สามารถช่วยเหลือเด็กให้ได้เรียนและมีทักษะสร้างอาชีพกว่า 20,000 คน ผ่าน 4 Pathways ได้แก่ ฐานข้อมูลและการค้นหาเชิงรุก, การป้องกันในจุดเปราะบาง, การพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น หลักสูตรอาชีพและอาสาสมัครการศึกษา และการร่วมมือกับภาคเอกชนสร้างรายได้ (Learn to Earn) จนนำมาสู่การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ในปัจจุบัน
ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับรายงานวิจัย “Every Day Counts” ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าการขาดเรียนคือสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของวิกฤตความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องอาศัยกลไกเชิงระบบและฐานข้อมูลที่แม่นยำแทนมาตรการลงโทษ
ราชบุรีโมเดลจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายเหตุเป็นการป้องกันเชิงรุกอย่างยั่งยืน