The Spoken Arts เสริมแกร่งทักษะการสื่อสารยุค AI
ทักษะการสื่อสารมีความสำคัญกับคนทุกวัยโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ควรเพิ่มทักษะการสื่อสาร เพื่อส่งเสริมอาชีพการงานให้แตกต่างและโดดเด่น เพราะตอนนี้หลายองค์กรต้องการลดต้นทุนและวางแผนด้วยการนำ AI (artificial intelli-gence) มาแทนที่คนทำงานจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารให้มีศักยภาพมากขึ้นเพื่อให้ผู้จ้างงานเห็นว่ามนุษย์ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า
“พนิตนาฏ ฉัตรวิไล” อดีตผู้ประกาศข่าว พิธีกร และอาจารย์มหาวิทยาลัยมีประสบการณ์ในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมากว่า 20 ปี เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ จึงก่อตั้งสถาบัน The Spoken Arts และพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับการสื่อสารยุคใหม่ โดยปีนี้ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3 แต่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทักษะการสื่อสารให้กับคนไทยสามารถอยู่รอดในยุคเทคโนโลยีดิสรัปต์ได้
“พนิตนาฏ” กล่าวในเบื้องต้นว่า การสื่อสารเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคนทุกคนไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนต้องอาศัยการสื่อสารเป็นเครื่องมือช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านชีวิตประจําวัน ด้านธุรกิจ และด้านการเมืองการปกครอง
“ยิ่งในปัจจุบันเป็นยุคที่เราโดนดิจิทัลดิสรัปต์จึงทำให้องค์กรต้องปลดพนักงานบางส่วนออก ส่งผลให้พนักงานที่ยังอยู่มีภาระงานเพิ่มขึ้น และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งการสื่อสารเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่สุดของคนและเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานว่ามีประสิทธิผลหรือไม่ ดังนั้น ทั้งภาคองค์กรและบุคคลต้องการการอัพสกิลเยอะมาก ๆ”
“สถาบัน The Spoken Arts จึงเน้นศิลปะการพูดและการใช้เสียงเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ มุ่งเน้นเสริมจุดเด่นของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นโดยตัวเองใช้ทักษะที่ได้จากการเรียนการแสดงที่อิตาลีและจากประสบการณ์จริงในการเป็นนักแสดง มาประยุกต์ในการสอนด้านการสื่อสารเช่น การแสดงสีหน้าและท่าทางขณะสื่อสารอย่างมีเสน่ห์ ให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังด้วยบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้”
“หลักการสื่อสารของสถาบันครอบคลุม 3 ด้าน คือ หนึ่ง verbal คำพูด สอง nonverbal หรืออวัจนภาษา การใช้ภาษากายในการสื่อสาร เช่น แววตา รอยยิ้ม ภาษามือ ท่าทาง สาม vocal คือ เสียง เสียงที่จะกระตุ้นให้คนฟัง ใช้เสียงสูงเสียงต่ำที่ทำให้คนรู้สึกสงบ เพราะการสื่อสารเป็นศิลปะที่ต้องสอนทั้งศาสตร์ และศิลป์ เป็นการสร้างความประทับใจในระยะเวลาสั้น ๆ แต่ส่งผลนาน”

“พนิตนาฏ” กล่าวต่อว่า ภาพรวมการเรียนการสอนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นการให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาทักษะสื่อสาร ที่เน้นการพูดและการพรีเซนต์ในที่สาธารณะโดยมีแกนหลักของหลักสูตร คือ ศิลปะการพูดและการใช้เสียงเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ
“ในปี 2561 หลักสูตรการอบรมจะเน้นพัฒนาทักษะทั้งการพูด การใช้เสียงและบุคลิกภาพ โดยจะปรับสัดส่วนของหลักสูตรตามความต้องการของลูกค้า ว่าต้องการอยากเน้นพัฒนาทักษะด้านใดมากที่สุด ขณะที่ภาพรวมในปี 2562 มิติของหลักสูตรมีการขยายตัวทั้งภาพกว้าง และการลงลึกมากขึ้น เช่น มีการขยายตัวเรื่องการพูดสื่อสารเพื่อการขาย และการลงลึก เช่น ศิลปะการใช้เสียงสื่อสารเพื่องานบริการ หรือศิลปะการใช้เสียงสื่อสารเพื่อการสอน เป็นต้น”
“นอกจากนี้ หลักสูตรยังถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่ตามความต้องการเฉพาะกลุ่ม แบบ tailor-made (ตรงตามความต้องการ) ที่จะนำไปใช้ สำหรับทิศทางของ The Spoken Artsในปีนี้เราเน้นกลุ่มบริการ และกลุ่มการศึกษา ทางสถาบันเตรียมตอบโจทย์การ reskill (สอนทักษะการทำงานใหม่) และ upskill (การพัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น) เพื่อติดอาวุธครบมือให้คนมีทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแข็งแรงรอบด้านและเน้นการสื่อสารให้เห็นแบรนดิ้ง (branding)”
“องค์กร และบุคคลต้องมีแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่ง และแตกต่างจากคนอื่น จนทำให้ตนเองโดดเด่นในการสื่อสารให้คนอื่นเห็น เพราะคนและองค์กรสมัยนี้จะอยู่รอด ต้องมีแบรนด์ที่สร้างประสบการณ์ที่ความแตกต่างอย่างมีความหมาย ตอบโจทย์ลูกค้าและความต้องการของสังคมเราจึงทำหลักสูตรสร้างแบรนด์บุคคล (personal branding) ผ่านการพรีเซนต์ตนเอง ด้วยเทคนิคบอกเล่าเรื่อง (story telling) โดยไม่ต้องท่องจำเน้นการพรีเซนต์แบบเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ชีวิตและมุมมองของแต่ละคน”
นอกจากนั้น “พนิตนาฏ” ยังแบ่งกลุ่มผู้มาเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ บุคคล องค์กร และมหาวิทยาลัย สำหรับบุคคลจะเน้น private course (ส่วนตัว) เช่น คนทำงาน ผู้บริหาร นักเรียน นิสิต นักศึกษา ส่วนกลุ่มองค์กรจะมีทั้งภาครัฐและเอกชนที่รับเชิญเราไปให้ความรู้ อบรมและบรรยาย ออกแบบเฉพาะความต้องการของหน่วยงาน ส่วนกลุ่มมหาวิทยาลัยเน้นการบรรยายที่เจาะลึกตามความต้องการของผู้เรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น
“แต่สัดส่วนผู้เรียนที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด คือ นักเรียนมัธยม นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย กลุ่มคนที่เริ่มทำงาน (first jobber) โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่ต้องพบปะผู้คน พรีเซนต์กับพนักงานทั้งองค์กร และพรีเซนต์ในที่สาธารณะ รวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยส่วนใหญ่ลูกค้าเราจะเป็นผู้บริหารในแวดวงธุรกิจการเงินการธนาคาร กองทุนหลักทรัพย์ ขณะที่องค์กรภาครัฐและเอกชนก็ยังคงให้ความสนใจ”
“เหตุผลที่กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษาเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะการเรียนการสอนปัจจุบันเน้นการเรียนแบบปฏิบัติมากกว่านั่งฟังในห้องเรียน มีการพรีเซนต์หน้าห้อง นอกเหนือจากการสอบข้อเขียน และเด็กสมัยนี้มักใช้เวลาส่วนใหญ่กับมือถือเทคโนโลยี ต้องฝึกทักษะการพูดการสื่อสาร และการมีมนุษยสัมพันธ์กับคน ขณะที่กลุ่มคนทำงานต้องการเพิ่มทักษะการสื่อสารรอบด้านเพื่อทำอาชีพเสริมอย่างขายสินค้าออนไลน์ หรือทำวิดีโอลงยูทูบ เป็นต้น”
“ส่วนกลุ่มผู้บริหารเริ่มเล็งเห็นว่า การสื่อสารยุคใหม่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะผู้บริหารที่ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น เปรียบเสมือนตัวแทน และภาพลักษณ์ขององค์กร เนื่องจากการพูดพรีเซนต์ทุกครั้ง คือ การสื่อสารแบรนด์ขององค์กร เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และความน่าเชื่อถือ”
จึงนับว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยทำให้องค์กรและบุคลากรมีความแตกต่าง และโดดเด่นอันเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน