1+1 = 3 ทำไมใบปริญญา หรือเขียนโค้ดได้ ไม่ใช่ทุกอย่าง
สมการความสำเร็จ 1+1=3 ของ Apple สูตรลับคัดคนฉบับ ทิม คุก ที่ไม่จำกัดแค่คนมีวุฒิ หรือเขียนโค้ดเป็น แต่ต้องหาคนที่เชื่อจริงๆ ว่า 1 บวก 1 เท่ากับ 3
หากจะทำธุรกิจเทคฯ ให้ก้าวหน้าเร็วๆ หรือปั้นองค์กรให้ไปแตะระดับที่โลกยอมรับได้ จะต้องค้นหาคนแบบไหนเข้ามาสร้างสรรค์อนาคต ในพอดแคสต์ Dua Lipa: At Your Service มีคำตอบ
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในพอดแคสต์ Dua Lipa: At Your Service กับ คุย กับทิม คุก (Tim Cook) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple ได้เผยถึงแนวคิดเบื้องหลังวัฒนธรรมการเฟ้นหาบุคลากร ว่า การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลก ไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญา หรือ ทักษะทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การสร้างทีมงานที่มีเคมีสอดประสานจนเกิดพลัง synergistic หรือ สมการพิเศษที่ทำให้ผลลัพธ์ของการร่วมมือกันมีมูลค่ามากกว่าแค่การรวมกันของบุคคล
ทิม คุก อธิบายถึงความหลากหลายในองค์กรว่า Apple ให้ความสำคัญกับการเปิดรับมุมมองที่แตกต่างจากผู้คนทุกพื้นเพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ หลักการรับคนเข้าทำงานคือ
“เรารับคนจากทุกสาขาอาชีพ ทั้งคนที่มีวุฒิปริญญา คนที่ไม่มี คนที่เขียนโค้ดเป็น และคนที่เขียนไม่เป็น”
แม้ว่าการเขียนโค้ดจะเป็นทักษะพื้นฐานหากต้องเข้าทำงานในบริษัทเทคฯ และตัวเขาเองก็สนับสนุนให้ทุกคนเรียนรู้การเขียนโปรแกรม
แต่ Apple กลับไม่ได้ใช้ทักษะการเขียนโค้ดเป็นมาตรวัดเดียวในการคัดเลือกพนักงาน
ในทางกลับกัน บริษัทให้ความสำคัญกับคุณลักษณะทางความคิดและทัศนคติในการทำงานร่วมกันเป็นหลัก
“ผมคิดว่าหนึ่งในคุณสมบัติที่ผมมองหาในตัวคนคือ ‘การทำงานร่วมกัน’ … ผมจะดูว่าพวกเขาเชื่อสุดใจ จริงๆ ไหมว่า 1 บวก 1 เท่ากับ 3?
ทฤษฎี 1+1=3 หลักการของมันคือ เมื่อคนสองคนมาร่วมมือกัน ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องมากกว่าการนำงานของสองคนมารวมกันตามปกติ
พลังของการทำงานเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบจะช่วยดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละคนออกมา เกิดการต่อยอดไอเดีย จนกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือความตั้งใจ เขาจะต้องตั้งคำถาม และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
“ผมคิดว่าความอยากรู้อยากเห็น เป็นคุณสมบัติที่ผมชอบในตัวคน คนที่ชอบถาม และอยากรู้จริงๆ ว่าสิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร”
จะนำไปสู่การค้นพบโซลูชันใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างตรงจุด
และเมื่อความอยากรู้อยากเห็นผสานรวมกับความคิดสร้างสรรค์ องค์กรก็จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และมองเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตก่อนคนอื่น
“ผมชอบคนที่มองหาความสร้างสรรค์ เพราะเรากำลังมองหาคนที่สามารถมองการณ์ไกลได้”
เมื่อเลือกบุคลากรที่มีทั้งความสามารถในการร่วมมือ ความอยากรู้อยากเห็น และความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจของ Apple ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
“ท้ายที่สุด เราต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนขาดไม่ได้ แต่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองต้องการมัน”
รายชื่อหนังสือ 5 เล่ม เปลี่ยนชีวิตที่ ทิม คุก แนะนำ
นอกเหนือจากมุมมองการคัดเลือกคนและการสร้างองค์กรแล้ว ทิม คุก แบ่งปันรายชื่อหนังสือ 5 เล่มที่มีส่วนช่วยหล่อหลอมทัศนคติและกรอบความคิดในการดำเนินชีวิตของเขาไว้ด้วย
- To Kill a Mockingbird (โดย Harper Lee): เป็นหนังสือที่อ่านตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน เล่มนี้เปิดมุมมองเรื่องความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทิมมองว่า เป็นหนังสือทรงคุณค่าสำหรับทุกคนในปัจจุบัน
- Shoe Dog (โดย Phil Knight): บันทึกความทรงจำของผู้ก่อตั้ง Nike ที่แม้จะดูเหมือนเป็นหนังสือธุรกิจ แต่ทิม มองว่ามันคือหนังสือที่สอนเรื่องการดำเนินชีวิตและการฝ่าฟันอุปสรรคได้อย่างลึกซึ้ง
- When Breath Becomes Air (โดย Paul Kalanithi): ผลงานจากศัลยแพทย์สมองระยะสุดท้าย ที่เล่าถึงการค้นหาความหมายของชีวิตและเวลาที่มีอยู่
- I Am Malala (โดย Malala Yousafzai): เรื่องราวการต่อสู้ของมาลาลา ยูซัฟไซ หนังสือเล่าความมุ่งมั่นในการผลักดันเรื่องโอกาสทางการศึกษาของเด็กหญิงทั่วโลก
- ชีวประวัติบุคคลสำคัญด้านสิทธิพลเมือง (Biographies of Civil Rights Leaders): โดยเฉพาะชีวประวัติของ Martin Luther King Jr. และ Bobby Kennedy ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องความเท่าเทียมและการขับเคลื่อนสังคมให้เดินไปข้างหน้า