ประกันสังคมปรับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ลดภาระนายจ้าง 1,700 ล้านต่อปี
กระทรวงแรงงานเห็นชอบปรับอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ คาดสถานประกอบการได้รับการลดเงินสมทบกว่า 3.44 แสนแห่ง รวมกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มส่วนลดตามประสบการณ์สูงสุดจาก 50% เป็น 70% ยืนยันไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม และลูกจ้างยังได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วน
นางสาวจีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานจึงเห็นชอบให้มีการปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เพื่อช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง ขณะเดียวกันยังคงสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างไว้อย่างครบถ้วน
กองทุนเงินทดแทนเป็นกองทุนที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างกรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาเสถียรภาพของกองทุนในระยะยาวเพื่อให้สามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาระสำคัญ “สำนักงานประกันสังคมได้ปรับอัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของกิจการ โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก จำนวน 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน”
จากการประเมินคาดว่า จะมีสถานประกอบการได้รับการปรับลดเงินสมทบจำนวน 344,521 แห่ง หรือประมาณร้อยละ 75 ของนายจ้างทั้งหมด คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี
ที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใด ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้
นางสาวจีระภา กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ เป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและลดภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน
“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุน
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของลูกจ้างได้อย่างยั่งยืน” นางสาวจีระภา กล่าว