ศูนย์กลางการบิน กู้วิกฤตไทยไร้เมกะโปรเจ็กต์ของรัฐเคลื่อนเศรษฐกิจ ?
ความไม่แน่นอนทางการเมืองเดินมาถึงจุดแตกหักใหม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนแรง ภาคเอกชนหลายส่วนมองว่าตลอดช่วงที่ผ่านมาโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านเศรษฐกิจ หลายอย่างสะดุดไม่สามารถดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศได้เท่าที่ควร
กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการริเริ่มโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิและอื่น ๆ ตามแผน Aviation Hub หรือศูนย์การบินของภูมิภาค เป็นหนึ่งใน “เมกะโปรเจ็กต์” ใหญ่ของภาครัฐ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีการผลักดันในสมัยของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เร่งดันการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินภูเก็ต เร่งโครงการสนามบินอันดามันและล้านนา ยังรวมถึงแผนการขยายสนามบินสุรรณภูมิที่เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2574
การเพิ่มศักยภาพศูนย์กลางการบิน ทั้งการ “ส่งคน” และ “ส่งของ” จะส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจอื่น ๆ การท่องเที่ยว การเดินทาง ซึ่งเป็นการดึงเม็ดเงินจากต่างชาติโดยตรงเพียงแต่ว่าการจะเป็นศูนย์กลางการบิน “ไม่ง่าย” ด้วยคู่แข่งระดับบิ๊กเบิ้มแห่งภูมิภาคนี้อย่าง สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ทั้งยังมีความท้าทายจากเพื่อนบ้าน “เวียดนาม” ที่เร่งสปีดตามมาติด ๆ
ในประเด็นนี้ “สิทธิเดช มัยลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางการบินของเอเชีย ที่สะดวกในเชื่อมต่อเครื่องบินจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางอย่างดูไบ โดฮา หรืออิสตันบูล ไปยังจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐ เพียงแต่ในภูมิภาคนี้มีสนามบินที่เปรียบเสมือน “ประตู” ของภูมิภาค คือ “สนามบินชางงี” ของสิงคโปร์ ในแง่ของการส่งคน ที่มีศักยภาพรองรับผู้โดยสาร 90 ล้านคนต่อปี

ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่พลุกพล่านที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการขนส่งสินค้ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ความจุสินค้ามากถึง 5ล้านตัน
“แม้ค่าธรรมผู้โดยสารขาออก (PSC) ของสิงคโปร์ และฮ่องกง (1,300-1,500 บาท) จะสูงกว่าสุวรรณภูมิเกือบเท่าตัว (730 บาท) แต่ทำไมสายการบินต่าง ๆ ถึงยังคงเลือกสนามบินเหล่านี้เป็นฮับสำหรับทรานซิสและเดสติเนชั่น”
คำตอบมีอยู่ 3 อย่าง คือ 1.เทคโนโลยี 2.ศักยภาพของโครงสร้าง และ 3.บรรยากาศ
อย่างแรก ในมุมของ SKY ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบสารสนเทศของสนามบินนั้น มองว่าเรื่องเทคโนโลยีสนามบินไทยนั้นไม่ได้เป็นรองใคร อย่างเช่น เทคโนโลยีสแกนหน้า Biometric แทนบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต เพื่อผ่าน Touch Point ต่าง ๆ ในสนามบิน โดยเริ่มใช้งานแล้วที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ลดความซับซ้อน และสร้างมาตรฐานใหม่ในการเดินทางทางอากาศ
มีระบบที่ถูกใช้งานจริงในกว่า 13 สนามบินทั่วประเทศ เช่น ระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารและบอร์ดดิ้งพาส ผ่านเคาน์เตอร์สายการบินและตู้ Self Check-in elf Bag Drop ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอคิวสายการบิน นอกจากนี้ยังมี Passenger Validation System (Autogate) และระบบ Board Autogate ที่ใช้ตรวจสอบบอร์ดดิ้งพาสก่อนขึ้นเครื่องบิน
ยังไม่รวมถึงระบบกล้อง CCTV และระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ในอนาคตจะมีการนำไปพัฒนาโมเดล เพื่อสร้างแบบจำลอง เพื่ออกแบบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้โดยสาร
“ดังนั้นในแง่เทคโนโลยี สนามบินจึงพร้อม”
อย่างที่สอง คือในแง่ของฟาซิลิตี้ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ตามแผนขยายสนามบินของการท่าอากาศยาน (AOT) ก็อยู่ในระดับที่จะแข่งได้ โดยสนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี จากการขยายอาคารผู้โดยสาร จากโครงการ SAT-1 ที่เสร็จแล้ว และการขยาย East Expansion ในอนาคต ทั้งตอนนี้มีรันเวย์ 3 เส้น รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก
แต่ว่า ในแง่ของความหนาแน่นเที่ยวบินยังเป็นรองอยู่มาก หากเทียบง่าย ๆ Singapore Airlines มีเกินเครื่อง 177 ลำ และกำลังขยายสู่ 200 ลำ ทำให้ผู้โดยสารจากซีกโลกต่าง ๆ มีทางเลือกในการจัดสรรเวลาเดินทางมากขึ้น และสายการบินที่มากบังคับให้สนามบินชางงีซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Singapore Airlines ได้รับอานิสงค์เป็นฮับที่ใช้สับเปลี่ยนเครื่อง
อย่างไรก็ตาม การบินไทยตั้งเป้าจัดหาเครื่องบินเป็น 90 ลำในปี 2569 ซึ่งจะทำให้มีศักยภาพการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้น และเรายังมีระบบ Facial Recognition เริ่มใช้ในทุกสนามบิน AOT ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 ซอฟต์แวร์ Smart Flow บริหารการไหลของผู้โดยสาร ลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือ 35-40 นาที และโครงสร้าง IT สมัยใหม่เสริมความสะดวกและปลอดภัย
อย่างที่ 3 คือ Ambient หรือบรรยากาศของสนามบิน อย่างกรณีของสิงคโปร์ ที่เขาบอกเลยว่าชางงีไม่ใช่แค่สนามบิน แต่มีทุกอย่างห้าง สวนป่า ฯลฯ ทั้งที่นักเดินทางของเขากว่า 60% มาเพื่อทรานซิส (เปลี่ยนเที่ยวบิน) และเป็นเดสติเนชั่นน้อยมาก ขณะที่ประเทศไทยเรานับว่าเป็นเดสติเนชั่นของนักเดินทาง
“แม้นักเดินทางหรือผู้โดยสาร จะไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมีบรรยากาศที่ดีที่ดึงดูดให้มาท่องเที่ยวก็จะเพิ่มการเดินทางที่ทำให้ไทยเป็นเดสติเนชั่น และเป็นศูนย์กลางให้นักท่องเที่ยวนักเดินทางเปลี่ยนเครื่องไปต่อที่อื่น”
ทั้งยังกล่าวด้วยว่า ความท้าทายไทยยังขาดโครงการขนาดใหญ่ แม้ไทยมีศักยภาพสูง แต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจยัง “ไร้โครงการใหญ่” ที่ขับเคลื่อนชัดเจน อย่างเช่น เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือแลนด์บริดจ์ ก็ยังไม่สำเร็จ
ขณะที่เวียดนามเร่งเครื่องทั้งการบิน-ท่องเที่ยว และพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี SKY จึงมองว่าบทบาทและงบประมาณภาครัฐมีความสำคัญยิ่งในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว “ผมมองว่าการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ แต่เรากระทบมากจากหลายเรื่อง นักท่องเที่ยวจีนหายไป 30-50% เกาหลี 20-30% แต่ก็ได้อินเดีย มาเลเซีย หรือตะวันออกกลางมาทดแทน แต่เราคิดแบบเดิมไม่ได้ ในแง่ทรัพยากรท่องเที่ยวเวียดนามเขาใหม่สดกว่า”
“ในบ้านเราต้องยอมรับว่าเรื่อง Wellness แข็งแกร่ง ทำให้ดีให้เป็นแรงดึงดูดใหม่ นวดไทย อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้ต้องเน้นคุณภาพ ให้คนเข้ามารู้สึกว่าคุ้มค่า ไม่ใช่ว่ามาไทยแล้วโดนหลอกโดนโก่งราคา ตอนเรามีนักท่องเที่ยวปริมาณมากถึง 45 ล้านคน เราได้อะไรบ้าง แต่ถ้าเราเน้นนำเสนอข้อมูลและบริการท่องเที่ยวสู่การเจาะกลุ่มคุณภาพ มีกำลังซื้อสูงแค้่ 20 ล้านคน แต่กระจายไปทั่วประเทศก็จะนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้มหาศาล”
“สิทธิเดช” กล่าวด้วยว่า นอกจาก 3 อย่างข้างต้นแล้ว ยังมีระเบียบข้อกฎหมายอีกหลายข้อ ที่เกี่ยวข้องการบินเดินอากาศที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ควรปรับให้เข้ากับการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ควรถูกเร่งรัด ลดระยะเวลาจากหลายเดือนลง เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีฝูงบินมากกว่าไทยหลายเท่า ซึ่งในเรื่องนี้หลายภาคส่วนก็กำลังพยายามแก้
นอกจากนี้ เห็นว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท มาเป็น 735 บาท ล่าสุดนี้ก็นำเงินเข้าการท่าอากาศยานได้ 3 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งยังขึ้นค่าธรรมเนียมได้อีกเพราะเรายังต่ำกว่าคู่แข่งเกือบเท่าตัว จะยิ่งทำให้มีเงินเข้ามาสนับสนุนการดำเนินการอีกหลายส่วน
“ต้องแยกว่านักท่องเที่ยวและผู้โดยสารเป็นคนละกลุ่มกัน ผู้โดยสาร 100 คนอาจเป็นนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้จ่ายอยู่ในประเทศเราสัก 40 คน แต่ถ้าเราทำให้สุวรรณภูมิเป็นประตูที่นำคนมาเยี่ยมเยียน ต่อไปยังสนามบินอื่น ๆ ในประเทศ โดยมีจุดขายให้กินเที่ยว ใช้เงินเพื่อสุขภาพ ก็จะทำให้เม็ดเงินกระจายไปได้ทุกส่วน”