“ญี่ปุ่น-มาเลย์” ปั้นชิป AI เจาะน่านน้ำใหม่ 4.1 แสนล้าน ชน Nvidia
เมื่อสตาร์ทอัพดีพเทคญี่ปุ่น “TAI” สลัดกรอบเทคโนโลยีเดิม ข้ามทะเลจับมือยักษ์ใหญ่ดีไซน์ชิปมาเลเซีย “Oppstar” ร่วมทุนปั้นชิป AI หวังเจาะน่านน้ำใหม่ในภาคอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 4.1 แสนล้านบาท กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงสงครามราคาและการผูกขาดของ Nvidia เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนภาพโมเดล “Friend-shoring” และการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน
สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย (Nikkei Asia) ระบุความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับภูมิภาค เมื่อ “Tokyo Artisan Intelligence” (TAI) สตาร์ทอัพดีพเทคของญี่ปุ่น ประกาศเดินหน้าความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ “Oppstar” ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบชิปจากมาเลเซีย เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570
โดยมุ่งเป้าเจาะตลาด “Edge AI” สำหรับระบบโครงสร้างพื้นฐานและโรงงานอุตสาหกรรม ชูกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ใช้พลังงานต่ำ หลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงในสมรภูมิ Data Center ขนาดใหญ่ที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nvidia
สมองญี่ปุ่น-ดีไซน์มาเลย์-ผลิตไต้หวัน
ความร่วมมือข้ามชาตินี้สะท้อนภาพชัดเจนของโมเดล “Friend-shoring” หรือการกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยการรวมตัวในครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งจาก 3 พื้นที่เศรษฐกิจหลักในเอเชีย ได้แก่ ซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมขั้นสูงจากทีมวิจัยญี่ปุ่น, ศักยภาพด้านการออกแบบวงจรรวม (IC Design) ระดับต้นน้ำของมาเลเซีย และเทคโนโลยีการหล่อชิปที่เสถียรจากไต้หวัน ซึ่งกลายเป็นโมเดลที่น่าจับตามองสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ยุคใหม่ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออก
พาไปรู้จัก ‘TAI’ และ ‘Oppstar’
TAI: ดีพเทคสายเลือดซามูไร
Tokyo Artisan Intelligence หรือ TAI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ AI สำหรับงานตรวจสอบในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง นำโดย “ฮิโรกิ นากาฮาระ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งควบตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโทโฮคุ (Tohoku University) จังหวัดมิยางิ
ปัจจุบัน TAI ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมหนักในญี่ปุ่น โดยมีผู้ให้บริการรถไฟยักษ์ใหญ่อย่าง JR East และ JR Kyushu ร่วมเป็นทั้งลูกค้าและนักลงทุนหลัก ศาสตราจารย์นากาฮาระเปิดเผยว่า บริษัทเผชิญข้อจำกัดอย่างมากจากการใช้ชิปประมวลผลทั่วไปในตลาด เช่น ชิปจาก Intel หรือ AMD
เมื่อนำมาใช้งานภาคสนามที่มีสภาพแวดล้อมแปรปรวน ภาระงาน AI ที่ซับซ้อนขึ้นทำให้อุปกรณ์เกิดความร้อนสูงจนเสี่ยงต่อการทำงานผิดพลาด TAI จึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจฮาร์ดแวร์เพื่อออกแบบชิปของตนเองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะนี้ได้
Oppstar: ผู้ยกระดับจากกัวลาลัมเปอร์ สู่ต้นน้ำดีไซน์ชิป
ในการขับเคลื่อนโครงการนี้ TAI ได้เลือกจับมือกับ Oppstar บริษัทออกแบบชิปชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับสูงด้านสถาปัตยกรรมชิปประเภท FPGA (Field-programmable Gate Array)
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่รู้จักในฐานะฐานผลิตปลายน้ำอย่างการประกอบและทดสอบชิป (OSAT) แต่การที่ Oppstar สามารถก้าวขึ้นมาเป็นพาร์ทเนอร์หลักในการร่วมออกแบบชิปต้นแบบขั้นสูงร่วมกับญี่ปุ่น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า มาเลเซียกำลังยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศขึ้นสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับบน (Upstream) ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Strategy) ของรัฐบาลมาเลเซีย
ชิป “Sting Ray” ความลงตัวของ 40 นาโนเมตร และ FPGA
ผลลัพธ์แรกจากความร่วมมือนี้คือความสำเร็จในการทดสอบชิปต้นแบบภายใต้รหัส “Sting Ray” ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับระบบ Edge AI โดยเฉพาะ ชิปตัวนี้มีจุดเด่นคือการคงความยืดหยุ่นสูงตามคุณสมบัติของ FPGA ที่สามารถปรับแต่งซอฟต์แวร์และการทำงานหน้างานได้หลากหลาย แตกต่างจากหน่วยประมวลผลทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล AI ให้ทำงานได้รวดเร็วและใช้พลังงานต่ำ
ในด้านการผลิตเชิงพาณิชย์ TAI และ Oppstar วางแผนจะเริ่มผลิตชิปตัวอย่างในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 และเดินสายการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ภายในสิ้นปีเดียวกัน โดยเลือกใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตขนาด 40 นาโนเมตร (Mature Node) ของบริษัท United Microelectronics Corp. (UMC) ยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 จากไต้หวัน
ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนที่เฉียบคม เนื่องจากโหนด 40 นาโนเมตรเป็นเทคโนโลยีที่มีความเสถียรสูงสุด ต้นทุนต่ำ และทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าชิปขนาดจิ๋วระดับ 3 นาโนเมตรที่มีราคาแพงและเผชิญภาวะคิวการผลิตหนาแน่น
“Physical AI” 2 ล้านล้านเยน เล็งสยายปีกสู่ IPO
ปัจจุบัน เทคโนโลยีตรวจจับและวิเคราะห์ระบบรางของ TAI ได้ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วโดย JR Kyushu ในรถไฟตรวจสอบความปลอดภัยของชินคันเซ็น และกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลไปยังรถไฟระบบทั่วไปรวมถึงอุปกรณ์ความปลอดภัยผู้โดยสาร
ศาสตราจารย์นากาฮาระประเมินว่า ตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในลักษณะ “Physical AI” นี้ มีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึงราว 2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ ล้านบาท ซึ่ง TAI ตั้งเป้าจะขยายฐานลูกค้าจากระบบรางไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านถนน และระบบสายส่งไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก
ทั้งนี้ TAI ได้วางโรดแมปทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เพื่อระดมทุนในการขยายตลาดและพัฒนาโซลูชันแบบครบวงจรที่รวมทั้งฮาร์ดแวร์ชิปและซอฟต์แวร์ระบบเข้าด้วยกัน ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้สตาร์ทอัพรายนี้แตกต่างจากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ AI ทั่วไปในตลาด
การร่วมมือกันของ TAI และ Oppstar สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการปรับตัวของธุรกิจเทคโนโลยีในยุคถัดไปว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการไล่ตามเทคโนโลยีขั้นสูงในสมรภูมิ Generative AI หรือ Cloud AI เท่านั้น
แต่การเฟ้นหา “Niche Market” ในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการความเสถียรสูง ผนวกกับการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเดิม และการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน จะกลายเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบที่สร้างความมั่นคง สร้างโอกาสเติบโตให้กับผู้เล่นรายกลางและรายเล็กท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจเทคโนโลยีโลก