Meta เปิดตัว Muse Code เครื่องมือ AI Coding ราคาถูกกว่า Claude และ Codex
Meta เปิดตัว Muse Code ตัวเขียนโปรแกรม Coding Agent แบบใช้งานผ่านหน้าจอ Terminal โดยตรง แข่งกับ Claude Code ของ Anthropic และ Codex ของ OpenAI ด้วยราคาที่ถูกกว่า
เครื่องมือตัวนี้ขับเคลื่อนด้วย Muse Spark 1.2 ซึ่งเป็นโมเดล AI รุ่นใหม่จาก Meta ที่พัฒนาให้เก่งขึ้นกว่าเจ้าอื่น ๆ แก้ Debugging ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น การทำความเข้าใจชุดโค้ดทั้งหมด รวมถึงช่วยจัดการงานของนักพัฒนาตั้งแต่ต้นจนจบ
ความสามารถหลักของ Muse Code คือ ทำงานได้คล้ายกับคู่แข่งจากทั้ง 2 เจ้า เพราะสามารถรับคำสั่งเป็นข้อความ (Prompt) เพื่อช่วยเขียนโค้ด วางแผนการเปลี่ยนแปลง และตรวจสอบผลลัพธ์ ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาได้
และสามารถจัดการระบบย่อยและแบ่งงานให้ AI ตัวอื่นช่วยทำร่วมกันเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้อีกด้วย

ด้าน Meta โชว์ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การสร้างโมเดลจำลองทรงกลมโฟตอน (Photon Sphere) เกมแนว Plants vs. Zombies แบบจำลอง และวิดีโอสาธิตการสร้างหน้าเว็บจากไฟล์วิดีโอ MP4



แต่สิ่งที่ Meta ทำมาแข่งกับคือ “ราคาที่ถูกกว่า” โดยคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ในราคา 1.25 ดอลลาร์ หรือประมาณ 41.33 บาท ต่อโทเค็นอินพุตหนึ่งล้านโทเค็น และ 4.25 ดอลลาร์ หรือประมาณ 140.53 บาท ต่อโทเค็นเอาต์พุตหนึ่งล้านโทเค็น
นอกจากนี้ อเล็กซานเดอร์ หวัง หัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta ระบุว่าจะมีการเสนอแพ็กเกจพิเศษสำหรับผู้ที่ช่วยให้ความเห็นในการพัฒนา AI ต่อไป ในราคาที่ถูกลง 0.10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3.31 บาท สำหรับอินพุต และ 0.20 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.61 บาท สำหรับเอาต์พุตต่อล้านโทเค็น
ซึ่งราคาดังกล่าวถูกกว่าโมเดล Sonnet 5 ของ Anthropic มาก และอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้บริษัทต่าง ๆ หันมาเลือกใช้บริการของ Meta แทนคู่แข่งรายอื่น
เทียบราคา AI Coding
โมเดล Sonnet ของ Anthropic มักจะมีราคาสูงกว่า เช่น ในรุ่นก่อนหน้าหรือรุ่นเทียบเคียงที่คิดค่าบริการหลักหลายดอลลาร์ต่อล้านโทเค็น (เช่น 3 ดอลลาร์ สำหรับอินพุต และ 15 ดอลลาร์สำหรับเอาต์พุต) ในขณะที่แพ็กเกจปกติของ Muse Code เริ่มต้นเพียง 1.25 ดอลลาร์ และ 4.25 ดอลลาร์ เท่านั้น และหากเป็นแพ็กเกจพิเศษสำหรับผู้ร่วมพัฒนา (Contributor Tier) ราคาจะยิ่งถูกลงไปอีกหลายเท่าตัวเหลือเพียงเศษเสี้ยวเดียว
สำหรับองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องประมวลผลโค้ดจำนวนมหาศาลทุกวัน ต้นทุนด้าน API ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโต
ดังนั้น หาก Muse Code มีประสิทธิภาพในการทำงานทัดเทียมกับคู่แข่ง แต่ช่วยให้บริษัทประหยัดงบประมาณลงได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่องค์กรเหล่านี้จะย้ายค่ายหรือเลือกใช้บริการจาก Meta เพื่อควบคุมต้นทุนทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น