มอง Smart City ยุค AI ผ่านท้องถิ่นไทย ชูศูนย์ IOC สมองกล พลิกบริหาร ‘คาดการณ์ล่วงหน้า’
เวที AI⁺ Smart City Summit 2026 ฉายภาพก้าวใหม่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในไทย ปรับใหญ่จากยุคแข่งสะสมเซนเซอร์ สู่การนำ AI และศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (IOC) มาเป็น “สมองสั่งการ” รวมศูนย์ข้อมูลทลายไซโลข้ามหน่วยงาน เปลี่ยนโหมดบริหารจาก “รอตั้งรับแก้ไข” สู่ “คาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า” นนทบุรีนำร่องโมเดลต้นแบบ depa ย้ำ Smart City ต้องยึดบริบทพื้นที่และประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก
นางสาวรินทร์ลิตา วรรณวรีย์ภัทร รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่เมืองต่าง ๆ ทำความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ บริหารจัดการบริการสาธารณะ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
หลังจากหลายปีที่ผ่านมาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ภายในเมือง ความท้าทายต่อไปของเมืองต่างๆ ในประเทศไทยกำลังมุ่งไปที่ การเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นเปลี่ยนจากการรอแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การคาดการณ์ความท้าทายล่วงหน้า การประสานงานด้านทรัพยากร และการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลสนับสนุนมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่ ความอัจฉริยะด้านการบริหารจัดการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้รับการหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนโดยตัวแทนภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ และผู้นำด้านเทคโนโลยี ในงาน AI⁺ Smart City Summit 2026 ซึ่งจัดโดย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้ส่วนหนึ่งของงาน Thailand Digital & AI Summit 2026
การหารือสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแนวคิดด้านเมืองอัจฉริยะ โดยความสำเร็จของเมืองในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนเซนเซอร์ แพลตฟอร์ม หรือบริการดิจิทัลที่นำมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถของเทคโนโลยีในการยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการเมือง
“Smart City ไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีที่มากขึ้น แต่หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”
นางสาวรินทร์ลิตา กล่าวเสริมว่า AI สามารถช่วยให้เมืองเปลี่ยนจากการบริหารจัดการแบบตั้งรับไปสู่ การบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้นำเมืองสามารถคาดการณ์ความท้าทายในด้านต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม ความปลอดภัยสาธารณะ สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว และบริการในเมืองด้านอื่น ๆ
สิ่งนี้ถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญจากแนวทางการพัฒนา Smart City ในยุคแรก ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานและเปลี่ยนบริการแต่ละด้านให้เป็นดิจิทัล สำหรับเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ จุดมุ่งหมายกำลังเปลี่ยนไปสู่ การเชื่อมโยงระบบเหล่านั้นเข้าด้วยกัน การบูรณาการข้อมูล และการนำ AI มาใช้เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจ
นนทบุรีสะท้อนแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลให้เกิดประโยชน์
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นแล้วในระดับการบริหารจัดการท้องถิ่น โดย ดร. อุดร ระโหฐาน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) ได้แบ่งปันประสบการณ์การพัฒนา Smart City ของจังหวัดนนทบุรี พร้อมชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูลที่มักกระจายอยู่ตามหน่วยงานและบริการต่าง ๆ
จังหวัดนนทบุรีได้นำ ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center: IOC) มาใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการให้บริการประชาชน
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญ นั่นคือ การเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองจำเป็นต้องเชื่อมโยงและตีความข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเมือง และตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
IOC ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยให้หน่วยงานของเมืองมองเห็นภาพรวมของระบบต่าง ๆ ภายในเมืองแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุรูปแบบและแนวโน้ม ประสานงานในการรับมือสถานการณ์ และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การพัฒนา Smart City ต้องเริ่มต้นจากผู้คน
แม้ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนาในงานได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง
รองศาสตราจารย์ ดร.จรวย สาวิถี คณบดีคณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เน้นย้ำว่า โครงการ Smart City ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของชุมชน มากกว่าการเลือกเทคโนโลยีก่อน
เมืองจำเป็นต้องทำความเข้าใจความท้าทายในแต่ละพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ วางระบบกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสม ตลอดจนเสริมสร้างระบบการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเทคโนโลยีใดจะสามารถสร้างคุณค่าให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
แนวทางที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในบริการสาธารณะอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผู้เข้าร่วมการหารือเห็นพ้องว่า เป้าหมายไม่ควรเป็นการสร้างเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่คือการสร้างเมืองที่เทคโนโลยีสามารถ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ให้กับประชาชน

ทุกเมืองต้องมียุทธศาสตร์ AI ที่เหมาะกับตัวเอง
นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานกิจการสาขา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า ไม่มีโมเดล Smart City เพียงรูปแบบเดียวที่สามารถนำไปใช้กับทุกพื้นที่ได้ แต่ละเมืองมีลักษณะด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกต่างกัน ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนและเทคโนโลยีเองก็ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน่วยงานท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาของตนเอง และเลือกโซลูชันดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงเพราะต้องการมีเทคโนโลยี
นายพรชัยยังกล่าวถึงบทบาทของหัวเว่ยในฐานะหนึ่งในพันธมิตรในระบบนิเวศของ depa ในการสนับสนุนการพัฒนา Smart City ของประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อประเทศไทยขยายการพัฒนา Smart City ออกไปนอกเหนือจากเขตมหานครขนาดใหญ่ โดย บริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยของเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าการลงทุนด้านดิจิทัลจะสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับเมืองได้หรือไม่
Intelligent Operation Center ก้าวสู่การเป็น “สมอง” ของเมือง
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว หัวเว่ยได้นำเสนอแนวทางการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้เมืองเปลี่ยนจากการใช้งานแอปพลิเคชันแบบแยกส่วน ไปสู่ความอัจฉริยะด้านการบริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาสาธิตภายในงานคือ Intelligent Operation Center (IOC) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ภายในเมืองมาไว้บนแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ ด้วยการสนับสนุนจาก AI คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ และเทคโนโลยี Digital Twin IOC สามารถช่วยให้ผู้บริหารเมืองมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในเมืองได้แบบเรียลไทม์
สิ่งนี้เปิดโอกาสให้สามารถเชื่อมโยงการทำงานที่แต่เดิมแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม สาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว และความปลอดภัยสาธารณะ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบอัจฉริยะที่ใช้ร่วมกัน แทนที่จะบริหารจัดการแต่ละระบบแยกจากกัน หน่วยงานเมืองสามารถใช้ข้อมูลแบบบูรณาการเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเมืองได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น สามารถนำข้อมูลด้านการคมนาคมมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมอีเวนท์ สภาพอากาศ และข้อมูลด้านอื่น ๆ เพื่อคาดการณ์ปัญหาการจราจรติดขัด ข้อมูลด้านความปลอดภัยสาธารณะสามารถนำมาผสานกับข้อมูลเมืองแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่ดูแลสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและการดำเนินงาน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “การติดตามว่าเกิดอะไรขึ้น” ไปสู่ “การทำความเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขึ้น และคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป
แม้ AI จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ร่วมงานและพันธมิตรในระบบนิเวศต่างเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ Smart City เท่านั้น ผู้ร่วมเสวนาชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ ทั้ง การกระจายตัวของข้อมูล งบประมาณที่จำกัด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะด้านดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการวางแผนพัฒนาเมืองในระยะยาว
ดังนั้น การพัฒนา Smart City อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องมีแผนแม่บทระยะยาวและแนวทางการทำงานในรูปแบบระบบนิเวศ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ภาควิชาการ และชุมชน จะต้องทำงานร่วมกัน ความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบจะมีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเมืองต่าง ๆ นำแอปพลิเคชัน AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น ระบบต่าง ๆ จะต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างปลอดภัย แทนที่จะสร้างไซโลดิจิทัลรูปแบบใหม่ขึ้นมา
นั่นหมายความว่า การเดินทางเข้าสู่ระยะต่อไปของ Smart City ในประเทศไทยต้องไม่เพียงแค่อาศัย เทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือ การกำกับดูแล และการวางแผนที่ดียิ่งขึ้น

เมืองยุคใหม่แห่งอนาคต
หัวเว่ยมองว่า การหลอมรวมของ AI คลาวด์คอมพิวติ้ง ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ Digital Twin และแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ สามารถวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนผ่านเมืองในระยะต่อไป ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และระบบอัจฉริยะเข้าด้วยกัน เมืองต่าง ๆ สามารถก้าวไปสู่การบริหารจัดการเชิงคาดการณ์ การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบริการสาธารณะที่ตอบสนองต่อประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การหารือในงาน AI⁺ Smart City Summit 2026 ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปที่กว้างกว่านั้นว่า อนาคตของ Smart City จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เมืองอัจฉริยะยุคใหม่ของประเทศไทยจะถูกกำหนดด้วยความสามารถในการเข้าใจประชาชน คาดการณ์ความท้าทายของเมือง ใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นการพัฒนาที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของผู้คน
ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวลึกเข้าสู่ยุค AI เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อีกต่อไป แต่คือการสร้างเมืองที่ สามารถเข้าใจ คาดการณ์ และตอบสนองได้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของเมืองที่ชาญฉลาด มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และท้ายที่สุด เป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้คนในการใช้ชีวิต