เปิดบทสนทนา AI – แรงงาน บนเวที IMF-World Bank 2026 ปธน. สิงคโปร์ ชี้ คนชั้นกลางลำบากสุด
ประธานาธิบดี สิงค์โปร์ AI คนทักษะระดับกลางเผชิญความยากลำบากสุดในตลาดแรงงาน ชู 3 โอกาสในยุค AI ของประเทศกำลังพัฒนา
นายทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ขึ้นเวทีเปิดการประชุมประจำปี IMF – World Bank Group 2026 ร่วมสนทนาในหัวข้อ Small AI: More and Better Jobs ร่วมกับ นางสาวคริสตาลิน่า กอร์เกียว่า กรรมการผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศ (IMF) และ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งได้ชี้ให้เห็นความท้าทายใหญ่ของยุค AI ในระดับนโยบายของรัฐ
โดยวงสนทนาชูความเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในระดับเล็กที่เริ่มเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีคิดวิธีการทำงานตั้งแต่ระดับล่างสุดของตลาด ซึ่งนักลฃทุนนักพัฒนา และถาครัฐต้องจับตาอย่สงใกล้ชิดว่าการมาถึงของเทคโนโลยีอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีการจ้างงานครั้งใหญ่ และผลักดันหนุ่มสาววัยแรงงานทั่วโลกออกไปเป็นผู้ประกอบการ หรือ แรงงานใน Gig Economy มากขึ้น
ประธานาธิบดี สิงคโปร์ ได้กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายปะปนกันอยู่ 3 ประการ
ในส่วนของความท้าทาย ประการแรก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่สัมพันธ์กับการจ้างงาน
การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI ครั้งนี้เพียงช่วงเริ่มต้น นี่ไม่ใช่ภาวะช็อก ในภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดควรเริ่มต้นด้วยการตระหนักรู้ว่า แม้ AI จะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบ แต่การเติบโตเช่นนี้จะไม่เพียงพอที่คนทั่วไปจะรักษาตำแหน่งงาน หรือจะทำให้เกิดงานที่ดีขึ้น
“หากคุณดูที่จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขากำลังเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับอ่อนแอ ดังนั้นจึงมีความแตกต่างเกิดขึ้นแล้วระหว่างการเติบโตและการสร้างงาน และสุดท้าย AI จะทำให้ความแตกต่างนั้นกว้างขึ้น หากเรานิ่งเฉยกับมันมากเกินไป ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อใช้ AI ในการสร้างงานที่ดีก่อน และเพื่อสร้างงานที่มนุษย์สามารถทำได้ดี และช่วยให้พวกเขาสามารถไต่เต้าบันไดอาชีพได้”
ประการที่สอง คือ เศรษฐกิจและกำลังเปลี่ยนแรงงานแบบ K-shaped ในกระแสของระบบอัตโนมัติที่เข้ามาทำให้คนตกงาน โดยการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในยุค AI มี 2 ระลอก ระลอกแรก กลุ่มแรงงงานการผลิตระดับล่างคือกลุ่มที่หลุดร่วงไป และบางส่วนก็ย้ายไปภาคบริการ แบบ gig economy
แต่ในระลอกที่สอง กลุ่มแรงงานระดับกลางต่างหากที่เราต้องกังวล ซึ่งคนระดับกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่กว้างที่สุด และมีชุดทักษะที่หลากหลาย เราจะปล่อนให้คนกลุ่มนี้หล่นหายไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้
ในส่วนของโอกาสของประเทศกำลังพัฒนา ประธานาธิบดี สิงคโปร์ กล่าวว่ามองเห็น 3 ประการ คือ
1.โอกาสของแรงงานราคาถูกและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย
“เศรษฐกิจโลกยังคงให้ความหวังกับปประเทศกำลังพัฒนา อย่าเพิ่งยอมแพ้กับภาคการผลิต มีกำลังแรงงานจำนวนมหาศาลในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้นทุนยังคงถูกกว่าจีนและถูกกว่าหุ่นยนต์ มี 4 – 5 รัฐในอินเดียที่ตอนนี้กำลังเติบโตอย่างน่าทึ่งในด้านการผลิตเพื่อการส่งออก หากรัฐอื่นๆ สามารถทำแบบเดียวกันได้ อินเดียก็จะถูกยกระดับขึ้นแม้จะเริ่มต้นช้าก็ตาม”
แม้แต่เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ยังไม่ได้เริ่มเกมของระบบอัตโนมัติ แต่การดึงดูดการลงทุน การจัดหาที่ดินโดยปราศจากภาระผูกพัน การจัดการกฎระเบียบด้านแรงงานเพื่อให้คนงานสามารถเข้าทำงานและไต่เต้าได้ เป็นสิ่งสำคัญ
2.พลังงานสีเขียว นอกจากช่วยเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานที่ช่วยให้ประเทศมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ AI ได้แล้ว ยังเป็นตัวทวีคูณการจ้างงานด้วย เพราะพลังงานหมุนเวียนสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึงสามเท่าสำหรับเงินทุก ๆ หนึ่งล้านดอลลาร์ที่เท่ากันที่ลงทุนไป
3. งานใหม่ๆ ที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วย AI และมีโอกาสน้อยมากที่จะถูกแทนที่
“เรื่องการดูแลสุขภาพ เป็นโอกาสสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา คุณไม่จำเป็นต้องไปถึง ไม่จำเป็นต้องยอดเยี่ยมเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว เพียงแค่ปิดช่องว่างให้ได้สักครึ่งหนึ่ง หมายถึงการมีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขชุมชนเพิ่มขึ้น”
และว่า ปัจจุบัน สัดส่วนของพยาบาลต่อประชากรในประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 10 ของระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว“
สุดท้าย ประเด็นหนึ่งที่ครอบคลุมในทุกส่วนของ AI นั่นคือ เส้นแบ่งระหว่างการเป็นพนักงาน กับการเป็นผู้ประกอบการพร่ามัวลง การเพิ่มขึ้นของบริษัทที่มีคนเพียงคนเดียว หรือบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนๆ เดียวเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว
“เราต้องส่งเสริมเรื่องนี้ เพราะนั่นก็เป็นรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่เช่นกัน แต่มันต่างออกไป คุณมีอำนาจในตัวเอง”