NIA ผนึก เอกชน ผุดโครงการ SPACE-F ปี 2 ปั้นไทย สู่ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์
NIA ผนึก เอกชน พัฒนาสตาร์ตอัพในอุตสาหกรรมอาหาร ผุดโครงการ SPACE-F ปี 2 ปั้นไทย สู่ “ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ “NIA” กล่าวว่า NIA ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาสตาร์ตอัพในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างโอกาสให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น “ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์” โดยได้เปิดโครงการ SPACE-F
เมื่อปีที่ผ่านมา จากความร่วมมือระหว่าง NIA มหาวิทยาลัยมหิดล และไทยยูเนี่ยน เพื่อสร้างระบบนิเวศของสตาร์ตอัพขึ้นในประเทศไทย โดยปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 2 มี 3 พันธมิตรใหม่ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด เสริมทัพเข้ามาสนับสนุน ทำให้โครงการ SPACE-F ถือเป็นการประสานพลังขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาชั้นนำของประเทศ
สำหรับโครงการ SPACE-F ประกอบด้วยโครงการบ่มเพาะ (Incubator Program) และโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) ที่จะร่วมผลักดันและสนับสนุนสตาร์ตอัพที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงให้สามารถสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม จะทำให้สตาร์ตอัพสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมอาหารทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล

ซึ่งจะเน้นการพัฒนานวัตกรรมอาหารโลกใน 9 เทรนด์หลัก ได้แก่ การพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ การผลิตโปรตีนทางเลือก กระบวนการผลิตอาหารอัจฉริยะ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต การคิดค้นส่วนผสมและสูตรอาหารใหม่ การพัฒนาวัสดุชีวภาพและสารเคมี เทคโนโลยีการบริหารจัดการร้านอาหาร การตรวจสอบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร และบริการอัจฉริยะด้านอาหาร
ขณะเดียวกันโครงการ SPACE-F รุ่นที่ 1 ที่เพิ่งจบไปช่วยสร้างพัฒนาการให้แก่สตาร์ตอัพอย่างมาก โดยมีสตาร์ตอัพที่ร่วมโชว์ผลงานทั้งสิ้น 7 ทีม ได้แก่ Anrich3D 3D-Printing สำหรับการออกแบบโภชนการอาหารรายบุคคล Let’s Plant Meat เนื้อจากพืชที่เหมาะกับอาหารเอเชีย Artificial Anything (EIS) เซ็นเซอร์ตรวจสอบคุณภาพในการผลิตเครื่องดื่ม Qualifresh เซ็นเซอร์ควบคุมอุณหภูมิการจัดเก็บและขนส่งสินค้าด้านอาหาร Advanced Green Farm เทคโนโลยีการเพาะปลูกผำ/ไข่น้ำ พืชตระกูลแหนโปรตีนสูง More Meat เนื้อจากพืชที่ส่งตรงถึงร้านอาหารและผู้บริโภค และ Sesamilk นมทางเลือกผลิตจากงา
“โครงการนี้ช่วยพัฒนาธุรกิจจากที่มีเพียงแนวคิดในช่วงแรกสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ จนเกิดการวางขายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ และช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีการทำการตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ซึ่งหลังจบโครงการ NIA ยังคงมีกลไลที่ช่วยสนับสนุนและต่อยอดสตาร์ตอัพในโครงการอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การสร้างเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันการเงิน องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงการสนับสนุนช่องทางตลาด การประชาสัมพันธ์ การพัฒนาตลาดผ่านงาน Startup Thailand, Innovation Thailand Expo เป็นต้น”

