“MyCloudFulfillment”โหมลงทุนรับ”ดาต้าคอมเมิร์ซ”
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องโตตามอีคอมเมิร์ซ MyCloudFulfillment ไม่พลาดเกาะเทรนด์ขาขึ้น ผนึกพันธมิตรลุยลงทุนหลังรับเงินลงทุนซีรีส์ A กว่า 60 ล้านบาท เพิ่มสปีดแข่งขันหวังขึ้นผู้นำธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์ใน 2 ปี เดินหน้าสร้างอีโคซิสเต็มช่วย “เอสเอ็มอี”โกดิจิทัล รับ data commerce
นายนิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อี-เอ็มพาวเวอร์เมนท์จำกัด ผู้ให้บริการคลังสินค้าออนไลน์MyCloudFulfillment กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตจากปีก่อนถึง 42% มีมูลค่าตลาดกว่า 2 แสนล้านบาท โดย 43% อยู่ที่มาร์เก็ตเพลซอย่างลาซาด้า, ช้อปปี้, วีมอลล์ และเจดีเซ็นทรัล และ 24% เป็นช่องทางของแบรนด์หรือร้านค้าต่าง ๆ โดยตรง 25% โซเชียลมีเดีย8% เป็นไลฟ์สตรีมมิ่ง และอื่น ๆ
สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมคนไทยที่หันมาใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามากขึ้น ยิ่งช่วง Double Day (เช่น 9.9/10.10) การซื้อขายโตขึ้น 8 เท่าจากปกติ ทั้งพบว่าผู้บริโภคกว่า 28% มีความภักดีต่อแบรนด์สูง คือมีการซื้อสินค้าแบรนด์เดิมในช่องทางเดิม และ 4 ใน 5 คน ซื้อสินค้าตามที่มีคนบอกต่อ
สำหรับกลุ่มสินค้าที่เติบโตช่วงโควิดและคาดว่าจะโตขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มแรกคือ อาหารและของใช้ในบ้าน โตขึ้นกว่า 200% กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มบิวตี้และอาหารเสริม โตขึ้น 50% ขณะที่กลุ่มสินค้าที่มียอดขายต่ำลงกว่า 50% เป็นสินค้าแฟชั่น
ในส่วนของ MyCloudFulfillment ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพที่ตั้งมาแล้ว 6 ปี จากความต้องการช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยให้บริการคลังสินค้าออนไลน์ครบวงจร มีระบบจัดการออร์เดอร์ และระบบจัดการคลังสินค้า รวมถึงบริการช่วยร้านค้าเก็บและแพ็กส่งสินค้าให้เข้ากับช่องทางการขายในมาร์เก็ตเพลซได้อัตโนมัติ ซึ่งกลุ่มลูกค้าแบ่งเป็น SMEs 70% และผู้ค้ารายใหญ่ 30%
“ธุรกิจนี้มีคู่แข่งเยอะ เนื่องจากการคลังสินค้าออนไลน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จุดแตกต่างของเราอยู่ที่รูปแบบบริการที่ customize ให้ตรงกับความต้องการของผู้ค้า เช่น จัดคู่เซตสินค้า เพิ่มมูลค่าสินค้าที่ขายได้ไม่ตรงเป้า มีระบบจัดการข้อมูลหรือ data management ช่วยวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ต้องบอกว่าทิศทางการขายในอนาคตจะเป็น data commerce คือมีการนำข้อมูลการขายมาใช้วิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น”
และสิ่งที่บริษัทสามารถที่จะช่วยผู้ค้าได้อย่างแรก คือ มีระบบจัดการออร์เดอร์ที่เชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และช่องทางการขาย สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค และสร้างโปรโมชั่นให้ตรงกับช่องทางการขายได้ ต่อมาคือมีระบบการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าที่ดี ช่วยให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น และสุดท้ายคือการใช้ดาต้ามาช่วยในการขายและสร้างกำไรให้กลุ่มผู้ค้า
นายนิธิกล่าวต่อว่า การที่บริษัทได้รับเงินลงทุน Series A มูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผู้ลงทุน ได้แก่ ECG-RESEARCH, Gobi Partners, NVest Venture และ SCB 10X ทำให้บริษัทสามารถลงทุนพัฒนาระบบงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยส่วนแรก
จะพัฒนาระบบการจัดการข้อมูล ส่วนที่สอง คือนำไปพัฒนาซอฟต์แวร์ และระบบหลังบ้านต่าง ๆ ส่วนที่สาม นำไปพัฒนาธุรกิจ SMEs ให้เป็นธุรกิจขนาดกลางเต็มตัว รวมถึงการขยายฐานพาร์ตเนอร์เหมือนที่ร่วมมือกับบริษัท SCG ในการขยายคลังสินค้า และร่วมกับบริษัท SCB 10X ทำโซเชียลคอมเมิร์ซให้ร้านค้าเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น
“เราเน้นสร้างการเติบโตในประเทศก่อน ด้วยการสร้างอีโคซิสเต็มระหว่างระบบคลังสินค้า ผู้ค้าและลูกค้า การสร้างพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ มีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านคลังสินค้าออนไลน์ในไทย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จากนี้จึงจะขยายตลาดไปต่างประเทศ เช่น ที่เวียดนาม เนื่องจากคนเวียดนามมีพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าออนไลน์คล้ายคนไทย ต่างกันที่ระบบโลจิสติกส์ที่อาจมีราคาสูงกว่า ด้วยปัจจัยด้านภูมิประเทศจึงต้องใช้เวลาในการศึกษาทำความเข้าใจ”