โควิด-19 ดัน E-Signature โต 200% Gen Z ใช้มากสุดในธนาคาร-โรงเรียน
อะโดบี เผย E-Signature โตขึ้นจากกระแสโควิด Gen Z แห่ใช้มากสุด กลุ่มธนาคาร-โรงเรียน ดัน คนใช้เพิ่มกว่า 200% คาดหมดโควิดกระแสยังอยู่ แนะบริษัทเร่งปรับ ไม่ให้ล้าหลัง
นายไซม่อน เดล กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “อะโดบี” กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน แม้กระแสการเปลี่ยนเอกสารกระดาษให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะมีมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วที่เริ่มใช้ PDF แต่ในปี 2563 เอกสารดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ จากรายงาน “Adobe Digital Insights” ปี 2563 ที่รวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วโลกกว่า 4,000 คนเกี่ยวกับการใช้งาน “E-Signature” หรือการเซ็นเอกสารดิจิทัล เพื่อลดการสัมผัสในช่วงโควิด-19 พบว่า ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงสัมผัส รับ ส่งเอกสาร และผู้บริโภคประมาณ 60% เลือกที่จะเซ็นชื่อแบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น โดยเติบโตเป็นตัวเลข 3 หลักในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562

อย่างไรก็ตามแม้การเปลี่ยนการใช้กระดาษสู่เอกสารดิจิทัล จะเกิดขึ้นครั้งในแรกเมื่อ PDF เปิดตัวขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนมากที่ไม่เคยใช้ e-signature มาก่อนจนกระทั่งปี2563 โดยผลการสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 1 ใน 4 หรือคิดเป็นสัดส่วน 27% เพิ่งเซ็นชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์ในเอกสารเป็นครั้งแรกเมื่อปี2563 โดยเอกสารครอบคลุมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาธุรกิจ แบบฟอร์มลงทะเบียนทางการแพทย์ สัญญาเงินกู้ สัญญาจ้างงาน และแบบฟอร์มการยินยอมต่างๆ และ มากกว่า 1 ใน 3 ของชาวอเมริกัน ที่คิดเป็นสัดส่วน 38% เลือกที่จะจัดเก็บเอกสารสำคัญไว้บนคลาวด์ เช่น ใบนัดแพทย์ ใบนัดหมายการขอคืนภาษี และใบลงทะเบียนเรียน
สำหรับผู้บริโภคที่นิยมใช้ E-Signature มากที่สุด คือ กลุ่ม Gen Z คิดเป็นสัดส่วน 53% ซึ่งเริ่มเซ็นชื่อแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรก โดย 79% ระบุว่า ไม่รู้จัก E-Signature และไม่เคยเซ็นเอกสารดิจิทัลมาก่อน ขณะที่อีก 73% นิยมใช้สมาร์ทดีไวซ์ในการเซ็นเอกสาร ส่วนกลุ่ม Baby Boomer นิยมใช้เดสก์ท็อป หรือ แล็ปท็อปในการเซ็นเอกสาร
“การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ธุรกิจทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษาต้องปรับสู่ดิจิทัลมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาโรงเรียนเป็นหน่วยงานที่มีการใช้กระดาษจำนวนมาก แต่การแพร่ระบาดกระตุ้นให้โรงเรียนทั่วโลกใช้ E-Signature เพิ่มขึ้น 250% ขณะที่สถาบันการเงินก็มีการใช้ E-Signature เพิ่มขึ้น 200% สำหรับการเปิดบัญชีธนาคาร สัญญาเงินกู้ การลงทุน และการจัดการสินทรัพย์โดย 80% เป็นกลุ่มผู้บริโภค Gen Z และ Millennial”
นายไซม่อน กล่าวว่า ในส่วนของผู้บริโภคภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) นิยมใช้ E-signature เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และมีแนวโน้มการเติบโตนี้ที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้
จากรายงาน“Adobe Digital Insights” ระบุว่า คนในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกกว่า 76% ใช้ E-Signature มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี2563 และ 53% เพิ่งเคยใช้ E-Signature ครั้งแรก โดยชาวอินเดียเป็นกลุ่มที่ใช้ E-Signature เป็นครั้งแรกมากที่สุด หรือ ประมาณ 63% ส่วนเอกสารที่ถูกเซ็นชื่อแบบดิจิทัลมากที่สุดเป็นเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย 43% และเอกสารการลงทะเบียนเกี่ยวกับการแพทย์ 38% อีกทั้งผู้บริโภคกว่า 82% เสนอให้บริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ให้บริการการเซ็นชื่อแบบดิจิทัลในเอกสาร และอีก 78% เสนอต่อหน่วยงานรัฐ ทำให้ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งปรับปรุงบริการให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น
นอกจากนี้ผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิ 34% จำเป็นต้องเก็บข้อมูลของตนเองในระบบดิจิทัล และกว่า 36% บันทึกเอกสารในรูปแบบดิจิทัลและกระดาษควบคู่กัน โดยให้เหตุผลว่าการทำสำเนาเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะช่วยให้ตนเองปลอดภัยมากขึ้น โดย 71% หวังให้เอกสารดิจิทัลมีการป้องกันด้วยรหัสผ่าน และอีก 57% ต้องการให้มีการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน
“ท้ายที่สุดแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะสิ้นสุดลงแต่ อะโดบี เชื่อว่า ผู้บริโภคทั่วโลก 76% ยังจะคงใช้การเซ็นเอกสารดิจิทัลต่อไป โดยชาวอเมริกัน 63% เชื่อว่าบริษัทที่ไม่มีการเซ็นเอกสารดิจิทัลจะกลายเป็นบริษัทที่ล้าหลัง”