เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มิตรผล เร่งลงทุนเกษตรคาร์บอนต่ำปั้น 3 โรงงานสีเขียว ชิงแต้มต่อการค้าโลก
Economic มิตรผล เร่งลงทุนเกษตรคาร์บอนต่ำปั้น 3 โรงงานสีเขียว ชิงแต้มต่อการค้าโลก
“วราวุธ” เร่ง 3 เหมืองโพแทช 3.2 ล้านตัน ลดนำเข้าปูทางส่งออก 3 หมื่นล้าน/ปี
Economic “วราวุธ” เร่ง 3 เหมืองโพแทช 3.2 ล้านตัน ลดนำเข้าปูทางส่งออก 3 หมื่นล้าน/ปี
เบื้องหลัง Editor-in-Chief ‘สันติธาร’ ยุทธศาสตร์นำไทยสวมบท ‘ผู้เชื่อมโลก’ เวที IMF-World Bank
Finance เบื้องหลัง Editor-in-Chief ‘สันติธาร’ ยุทธศาสตร์นำไทยสวมบท ‘ผู้เชื่อมโลก’ เวที IMF-World Bank
ก.ล.ต.ปลดล็อกปมหุ้นกู้ผิดนัด เปิดทางผู้แทนลุยต่อ ไม่ต้องรอมติ
Finance ก.ล.ต.ปลดล็อกปมหุ้นกู้ผิดนัด เปิดทางผู้แทนลุยต่อ ไม่ต้องรอมติ
GBS ชู 5 หุ้นอสังหาฯ หลบตลาดผันผวน รับสินเชื่อบ้าน PLUS
Finance GBS ชู 5 หุ้นอสังหาฯ หลบตลาดผันผวน รับสินเชื่อบ้าน PLUS
จับตาผลประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ปลดล็อก เศรษฐกิจ AI ล้านล้านบาท 
Tech จับตาผลประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ปลดล็อก เศรษฐกิจ AI ล้านล้านบาท 
เพื่อไทย หนุน ‘ภูมิใจไทย’ ผ่านศึกซักฟอก ย้ำยึดข้อตกลง ห้ามแตะเก้าอี้ รมต.
Politics เพื่อไทย หนุน ‘ภูมิใจไทย’ ผ่านศึกซักฟอก ย้ำยึดข้อตกลง ห้ามแตะเก้าอี้ รมต.
“ชัชชาติ” ขยายเวลายื่นเยียวยาน้ำท่วมถึง 30 พ.ย. จัดระบบคิวใหม่ ย้ำบ้านพักราชการหมดสิทธิรับเงิน
Economic “ชัชชาติ” ขยายเวลายื่นเยียวยาน้ำท่วมถึง 30 พ.ย. จัดระบบคิวใหม่ ย้ำบ้านพักราชการหมดสิทธิรับเงิน
‘รัฐบาลหนู 2’ อายุงาน 6 เดือน ‘บิ๊กภูมิใจไทย’ ชี้ยังไม่ควรปรับ ครม.
Politics ‘รัฐบาลหนู 2’ อายุงาน 6 เดือน ‘บิ๊กภูมิใจไทย’ ชี้ยังไม่ควรปรับ ครม.
TRUE ถอนลงทุนฟิลิปปินส์ ขายหุ้น 70% หวังสกัดภาระขาดทุน
Finance TRUE ถอนลงทุนฟิลิปปินส์ ขายหุ้น 70% หวังสกัดภาระขาดทุน
ดูทั้งหมด

ป้องกันภัยโควิด-19 ด้วย “ยาต้านไวรัส” กุญแจสำคัญในการรักษา-ปกป้องสุขภาพของกลุ่มเสี่ยง

09 ธ.ค. 2567 | 17:35น.

สถานการณ์ “โควิด-19″ ยังคงเป็นภัยสุขภาพที่ต้องให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน “กลุ่มเสี่ยง” ซึ่งรวมถึง ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และ สตรีมีครรภ์ จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค พบว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังคงมีทั้งผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ในสังคม

แม้ว่าไวรัสสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันอาจไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ การแพร่เชื้อที่รวดเร็วขึ้น และมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีมาก การเข้าถึง “ยาต้านไวรัส” อย่างทันท่วงที จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) บ่งชี้ว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้

เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงและประชาชนได้รับการดูแลอย่างครบถ้วน ในบทความนี้เราจึงได้รับเกียรติจาก นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ที่จะพาไปเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของโควิด-19 รวมถึงความรุนแรงของโรค คนกลุ่มใดบ้างที่ยังจัดเป็นกลุ่มเสี่ยง และแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อ ตลอดจนทำความรู้จักกับ “ยาต้านไวรัสโควิด-19″ ที่ใช้รักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน 

โควิด-19 ยังไม่จบ กลุ่มเสี่ยงยังมีความเสี่ยง

จากข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยยังคงมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและอาการหอบเหนื่อย ซึ่ง นพ.วีรวัฒน์ได้ให้ข้อมูลว่า “ภาพรวมในสัปดาห์ที่ 47 ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-30 พ.ย. 67 มีจำนวนผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 516 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบ 82 ราย และผู้ที่มีอาการหนักจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 38 ราย รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จำนวน 5 ราย

“ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตลอดทั้งปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 พ.ย. 67 มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 43,241 ราย และผู้เสียชีวิตสะสม 220 ราย อัตราการเสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มถัดมาคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเกี่ยวกับสมอง และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด และหากผู้ป่วยเหล่านี้อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก”

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเฝ้าระวังอาการในกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อโควิด-19 เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง เช่น เชื้อลงปอด ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายที่อาการดีขึ้นในช่วงแรกแล้ว อาจกลับมามีอาการปอดอักเสบได้ เนื่องจากไวรัสกระตุ้นให้เกิดสารเคมีบางอย่างในร่างกาย ส่งผลให้การอักเสบเพิ่มขึ้น ซึ่งอาการลักษณะนี้พบได้บ่อยในกลุ่มเสี่ยง 

ในทางกลับกัน หากเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมักมีอาการไม่รุนแรง จะเป็นอาการที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น อาการเจ็บคอ ไอ และมีเสมหะ ซึ่งสามารถรักษาตามอาการได้

เจาะลึก 3 กลุ่มผู้ป่วย เพื่อการรักษาโควิด-19 อย่างเหมาะสม

เมื่อถามถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในผู้ใหญ่ของไทยในปัจจุบัน นพ.วีรวัฒน์อธิบายว่า เราได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม สำหรับกลุ่มแรก คือ ผู้ที่ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและอาการไม่รุนแรง การรักษาจะคล้ายกับการดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดทั่วไป โดยเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การรับประทานยาลดไข้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีอาการไอก็ใช้ยาแก้ไอหรือยาขับเสมหะ ซึ่งในกรณีนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส แต่ควรเฝ้าสังเกตอาการของตนเอง

แต่หากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว) แนวทางการรักษาจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแพทย์จะพิจารณาการใช้ “ยาต้านไวรัส” ร่วมกับการรักษาตามอาการ หากอาการยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านไวรัสและยารักษาตามอาการให้ผู้ป่วยนำกลับไปรับประทานที่บ้าน พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเอง

“ปัจจุบันประเทศไทยมี ‘ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน’ ที่แนะนำให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในผู้ใหญ่ในสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างแพร่หลาย 2 ชนิด ได้แก่ Nirmatrelvir/Ritonavir และ Molnupiravir โดยผู้ป่วยควรเริ่มรับยาภายใน 5-7 วัน นับจากวันที่เริ่มมีอาการ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาได้ด้วยเหตุผลบางประการ ยังมีทางเลือกใน ‘การฉีดยา’ ซึ่งสามารถรับการฉีดทุก ๆ วัน เป็นระยะเวลา 3 วัน วันละ 1 เข็ม”

“อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ยาต้านไวรัสแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ โดยคำนึงถึงหลายปัจจัย ได้แก่ ประสิทธิภาพของยาในการลดอัตราการป่วยหนักและอัตราการตาย ปฏิกิริยาต่อกันของยาต้านไวรัสกับยาเดิมของผู้ป่วยที่มีประวัติโรคประจำตัว ข้อห้ามการใช้ยา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้ป่วยในแต่ละกรณี” นพ.วีรวัฒน์กล่าว

ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ ผู้ป่วยกลุ่มอาการหนักที่มีอาการปอดอักเสบ จนออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง และจำเป็นต้องได้รับออกซิเจน ซึ่งการรักษาจะพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (IPD Case) กลุ่มนี้จะใช้วิธีการรักษาด้วยยาฉีด ทั้ง ยาต้านไวรัส โดยจะฉีดทุกวัน วันละ 1 เข็ม เป็นระยะเวลา 5 วัน เพื่อควบคุมการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกาย นอกจากนี้ยังต้องใช้ยาต้านการอักเสบควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดการอักเสบในปอด บรรเทาอาการ และป้องกันการลุกลามของโรค

ทั้งนี้ หากผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ได้เข้ารับการรักษาและไม่ได้รับยาต้านไวรัส อาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจแพร่ลงไปที่หลอดลมส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ และอาจลุกลามไปยังเนื้อปอดจนเกิดปอดอักเสบได้ 

นพ.วีรวัฒน์ยังบอกอีกว่า “ปัจจัยสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องสามารถประเมินตัวเองได้ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เพราะปัจจุบันสถานพยาบาลไม่ได้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคน การรักษาจะขึ้นอยู่กับกลุ่มเสี่ยงและอาการเป็นหลัก หากประเมินตัวเองแล้วพบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรรีบมาพบแพทย์ตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและประเมินอาการจากแพทย์โดยเร็วที่สุด จะได้เริ่มรับการรักษาและได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เมื่อได้รับยาต้านไวรัสภายใน 5 วันแรก ร่างกายจะตอบสนองต่อยาได้ดี แต่หากพ้นวันที่ 6-7 ประสิทธิภาพของยาจะลดลง”

“ยาต้านไวรัสโควิด-19” กับโอกาสการเข้าถึงของคนไทยทุกคน

เมื่อยาต้านไวรัสโควิด-19 ยังเป็นความหวังสำคัญในการรักษา นพ.วีรวัฒน์ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าถึงยาต้านไวรัสของคนไทยว่า ปัจจุบันยาต้านไวรัสโควิด-19 ได้ถูกรวมอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาล หากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัส ก็สามารถจ่ายยาตามคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้ทันที 

โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิเบิกจ่ายตรง และรับยาต้านไวรัสได้ฟรี ทั้งจากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่อยู่ในเครือข่ายของสิทธินั้น ๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

“หากเราสามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง แต่ไม่ถึงขั้นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยการให้ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาลได้ ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชี้ชัดว่า หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็ว ด้วยยาที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยลดอัตราการครองเตียง โดยเฉพาะในห้องไอซียู ซึ่งมีจำนวนเตียงจำกัด และเราจะสามารถใช้เตียงสำหรับผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ได้มากขึ้น

“ในทางอ้อมยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐต้องจ่ายให้กับผู้ป่วยในกลุ่มที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ที่การรักษาจะมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งถือเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรทั้งในด้านการเงินและการจัดการสถานพยาบาลอีกด้วย” 

นอกจากนี้ การเข้าถึงยาต้านไวรัสโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึง จะช่วยสร้างสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้ป่วยเอง แต่ยังส่งผลในวงกว้างต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม เนื่องจากการได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยหายป่วยได้เร็วขึ้น ไวรัสในร่างกายลดลง และลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น เช่น คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ถือเป็นการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยทั้งในระดับบุคคลและสังคมไปพร้อมกัน

สุขภาพดีรับเทศกาล แค่ดูแลตัวเองตามคำแนะนำง่าย ๆ

ในช่วงปลายปีที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและการรวมตัวในเทศกาลต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน สภาพอากาศที่หนาวเย็นยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่ระบาดของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งโควิด-19, ไข้หวัดใหญ่, ไวรัส RSV และไวรัส hMPV ซึ่งไวรัสเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายเมื่อมีการอยู่รวมกันในพื้นที่แออัด สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งคือ การรวมตัวของผู้คนอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนอย่างรวดเร็ว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกคำแนะนำสำหรับโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนปฏิบัติตัวตามสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด อาทิ ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรก, หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น, ปิดปากปิดจมูกเมื่อไอจาม และเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด

ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากพบว่ามีอาการควรหยุดพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ และสุดท้าย หากคนใกล้ชิดมีอาการไข้หวัด ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น ส่วนผู้ที่ต้องดูแล หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยเสมอ

“แม้ว่าปัจจุบันความรุนแรงของโควิด-19 จะลดลง และเรามียาต้านไวรัส รวมถึงเวชภัณฑ์ที่พร้อมรองรับและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งประสิทธิภาพของยาก็อยู่ในระดับที่ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท การป้องกันตนเองยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจไม่ได้มีแค่โควิด-19 เท่านั้น ดังนั้น การปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสต่าง ๆ และทำให้ช่วงเทศกาลเป็นเวลาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นพ.วีรวัฒน์ฝากทิ้งท้าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยาต้านไวรัส โควิด-19